
คอนโดราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท ได้อะไรบ้าง?
- แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการ
- ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้ MRT 100 เมตร แถมทางด่วนและท่าเรือก็อยู่ไม่ไกล
- Riverview & Riverfront Facilities พื้นที่ส่วนกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่อง 130 เมตร
- พื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ภายในโครงการรวมประมาณ 4.8 ไร่
- สระว่ายน้ำ ความยาวประมาณ 57 เมตร
- Fitness พร้อมเครื่องออกกำลังกายแบรนด์ Technogym มากกว่า 20 เครื่อง รวมเกือบ 10 ล้านบาท
- วิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากภายในห้องพัก
นี่คือ Highlight ของโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” Riverfront Condo บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่อง 130 เมตร พร้อมพื้นที่สวนสีเขียวทั้งโครงการใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ ที่พร้อมย้ายเข้าอยู่ในตุลาคม 2569 นี้แล้วนั่นเอง
เพราะคอนโดริมแม่น้ำหรือ Riverfront Condo ส่วนใหญ่จะมีราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงย่านสามเสน – ดุสิตถือเป็นแหล่งชุมชนอยู่อาศัยดั้งเดิมของกรุงเทพฯ มีหน่วยงานราชการหลายแห่งจะอยู่บริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากันเกือบตลอดแนว ทำให้แทบไม่มี Riverfront Condo ในย่านนี้เลย
โครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” จึงโดดเด่นเรื่องความเป็น Riverfront Condo ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านสามเสน – ดุสิต ที่มีราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 110,000-160,000 บาท/ตร.ม. อีกทั้งอยู่ติดถนนสามเสน มีพื้นที่จอดรถภายในโครงการประมาณ 91% ใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่าน 100 เมตร หากสร้างรถไฟฟ้าสายนี้เสร็จแล้ว ทำให้เราขึ้นรถไฟฟ้าได้ง่าย นั่งต่อไปอีก 2 สถานีก็เป็น Interchange Station กับ MRT สีน้ำเงิน สถานีเตาปูนด้วย ส่วนท่าเรือเขียวไข่กาก็อยู่ไม่ไกลเป็นตัวเลือกในการเดินทางของ Riverfront Condo แบบนี้นั่นเอง
แง่ความอุดมสมบูรณ์ก็มีพวกร้านค้า ร้านอาหาร Local หรือร้านเก่าแก่อายุแบบ 100 ปีอยู่เยอะมากๆ ส่วนห้างใกล้ๆจะเป็น Makro สามเสน, Supreme Complex และ Market Place ดุสิต สำหรับโรงเรียนราชินีบนก็อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 150 เมตร ถัดไปไม่ไกลก็มีโรงเรียนเซนต์คาเบรียล, โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์, วชิราวุธวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลวชิรพยาบาล, โรงพยาบาลวิชัยยุทธ, โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช บางโพ หรือ SI NEXT สถาบันการแพทย์ศิริราช ระดับนานาชาติ ที่คาดสร้างเสร็จในปี 2574 ค่ะ
แน่นอนว่าด้วยความเป็น Riverfront Condo จึงออกแบบเน้น Riverview & Riverfront Facilities พื้นที่ส่วนกลางที่ได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่อง 130 เมตร ประกอบกับพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่รวมประมาณ 4.8 ไร่ ที่กระจายหลายจุด เพื่อสร้างบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ ได้ความร่มรื่น น่าอยู่อาศัยมากๆเลยค่ะ ถึงแม้ฟังก์ชันส่วนกลางจะไม่ได้หลากหลายมากนัก แต่ออกแบบมามีขนาดใหญ่ ลูกบ้านจึงมาใช้งานพร้อมกันได้โดยไม่อึดอัด โดยเฉพาะ Fitness ที่มีเครื่องออกกำลังกายจากแบรนด์ Technogym มากกว่า 20 เครื่อง
สำหรับแบบห้องก็มีให้เลือกเยอะ ตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse พื้นที่ใช้สอย 34.5-264.2 ตร.ม. (Villa ได้ Sold Out แล้ว) ทำให้สามารถอยู่อาศัยทั้งคนเดียว คู่รักหรือครอบครัวขนาดเล็ก-ใหญ่ได้สบายๆ เหมาะทั้งซื้อไว้ให้ลูกๆไปโรงเรียนได้ง่ายๆ หรือไปทำงานได้สะดวก โดยห้องพักใน Tower A และ B จะเป็นแบบ Fully Fitted จึงออกแบบและตกแต่งห้องได้ตามไลฟ์สไตล์ ส่วนห้องพักใน Tower C จะตกแต่งเป็น Fully Furnished ที่ซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อยก็เข้าอยู่ได้เลยนั่นเอง มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5.5 ล้านบาทค่ะ
ซึ่งเราได้เก็บภาพบรรยากาศจริงของโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” พร้อมภาพห้องตัวอย่างมามากถึง 7 แบบเลยนะ จะมีรายละเอียดยังไงบ้าง? อ่านต่อด้านล่างได้เลยค่ะ (ขอแอบบอกว่าทาง Think of Living ได้ไปถ่าย VDO คิดเรื่องอยู่ด้วยนะ ติดตามได้ในเร็วๆนี้ค่ะ)
ข้อมูลโครงการ
รีวิว Wanvayla Na Chaophraya (วันเวลา ณ เจ้าพระยา) ณ วันที่ 15 กันยายน 2569
| ชื่อโครงการ | Wanvayla Na Chaophraya (วันเวลา ณ เจ้าพระยา) |
| ชื่อผู้ประกอบการ | บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) |
| SEGMENT CLASS | MAIN-UPPER CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2023 ) |
| โครงการตั้งอยู่ | ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 |
| ที่ดิน | 18-1-4.5 ไร่ |
| ประเภทคอนโด | อาคารพักอาศัย 1 อาคาร แบ่งเป็น 5 Tower – Tower A สูง 43 ชั้น จำนวน 413 ยูนิต – Tower B สูง 52 ชั้น จำนวน 520 ยูนิต – Tower C สูง 31 ชั้น จำนวน 466 ยูนิต – Tower D สูง 3 ชั้น จำนวน 9 ยูนิต – Tower E สูง 3 ชั้น จำนวน 6 ยูนิต |
| จำนวนยูนิต | 1,414 ห้อง |
| ที่จอดรถ | Conventional Parking ช่องจอดปกติประมาณ 1,290 คัน คิดเป็น 91% (ไม่รวมซ้อนคัน) พร้อมช่องจอดมอเตอร์ไซค์ 20 คันและจักรยาน 30 คัน |
| เริ่มก่อสร้าง | ปี 2567 |
| คาดว่าจะแล้วเสร็จ | ปี 2569 |
| ประเภทห้องพัก |
|
| ราคาเริ่มต้น | 5.5 – 60 ล้านบาท |
| ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ | ประมาณ 110,000-160,000 บาท/ตร.ม. |
| EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) | ผ่านแล้ว |
| เว็บไซต์โครงการ | คลิกที่นี่ |
| Call Center | 1198 |
| Line | คลิกที่นี่ |

ทำเลที่ตั้ง
พิกัด Google Maps : 13.788896978757302, 100.5138485107898
หรือสามารถ : คลิกที่นี่
Highlight
- ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านสามเสน – ดุสิต ถือว่าหายากบนทำเลนี้
- เดินทางง่ายทั้งรถ-รถไฟฟ้า-เรือ ตั้งอยู่ติดถนนสามเสน ที่ขนานกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ไกลจากทางด่วน มีรถไฟฟ้าและท่าเรืออยู่ใกล้ๆในระยะ 500 เมตร
- ใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่าน 100 เมตร จึงเดินมาขึ้นรถไฟฟ้าได้ง่ายๆ
แผนที่จากทางโครงการ
วันเวลา ณ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ตรงไหน?
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา เป็น Riverfront Condo ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการเลย โดยทางเข้า-ออกโครงการจะอยู่ติดถนนสามเสน ใกล้ๆกับโรงเรียนราชินีบน, Makro สามเสนและ Community Mall อย่าง Supreme Complex นั่นเอง
ซึ่งถนนสามเสนนี้จะเป็นถนนเส้นยาวที่ขนานกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเลยนะคะ ทำให้เชื่อมต่อถนนได้หลายสาย เช่น ถนนอำนวยสงคราม, ราชวิถี, พระราม 5, ศรีอยุธยา, ประดิพัทธ์และประชาราษฎร์สาย 1 เป็นต้น นอกจากนั้นสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ก็อยู่ไม่ไกล ใช้เดินทางข้ามฝั่งไปยังโซนบางพลัด-ปิ่นเกล้าได้ง่าย รวมถึงในอนาคตจะมีสะพานเกียกกาย อยู่บริเวณด้านข้างอาคารรัฐสภาใหม่ สัปปายะสภาสถาน จึงเป็นอีกตัวเลือกในการเดินทางข้ามแม่น้ำค่ะ
ทางด่วนอยู่ไม่ไกล เข้า-ออกเมืองได้ง่าย
สำหรับทางด่วนที่ใกล้โครงการที่สุดจะเป็น ทางพิเศษศรีรัช ด่านคลองประปา ทำให้เราสามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้สะดวกสบาย โดยมีระยะห่างจากโครงการประมาณ 3.1 กิโลเมตร สามารถเดินทางขึ้นไปโซนเมืองทอง, แจ้งวัฒนะ หรือเดินทางเข้าเมืองไปทางสุขุมวิท, พระราม 3 ก็ได้เช่นกัน
ใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่าน เพียง 100 เมตร
นอกจากนั้นในแง่การเดินทางด้วยรถสาธารณะก็สะดวกมากๆ เพราะตัวโครงการตั้งอยู่ ใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่าน เพียง 100 เมตรเท่านั้น ทำให้เราเดินมาใช้งานรถไฟฟ้าได้ง่ายมากๆ แถมนั่งต่อไปแค่ 2 สถานีก็เป็นจุด Interchange Station กับ MRT สีน้ำเงิน สถานีเตาปูน ทำให้เราเดินทางเชื่อมต่อรอบกรุงเทพฯได้เลยค่ะ แต่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายนี้ คาดเปิดบริการในปี 2573 (อ่านรายละเอียดรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้เพิ่มเติมได้ที่นี่)
ท่าเรือเขียวไข่กา ตัวเลือกในการเดินทาง
อีกเสน่ห์ของ Riverfront Condo ก็คือจะมีท่าเรือเป็นตัวเลือกในการเดินทางด้วยนั่นเอง อย่างโครงการนี้ก็มี ท่าเรือเขียวไข่กา ที่ห่างประมาณ 440 เมตร โดยมีเรือธงส้มคอยจอดรับ-ส่ง แต่จะจอดเป็นบางเที่ยว ทำให้ต้องเช็กตารางเวลาอีกทีนะคะ ดังนั้นเราสามารถนั่งเรือยาวๆไปถึงสาทรได้เลยนั่นเอง มีค่าโดยสารตลอดสายเพียง 18 บาทค่ะ
ย่านสามเสน – ดุสิตถือเป็นแหล่งชุมชนอยู่อาศัยดั้งเดิมของกรุงเทพฯ มีหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทำให้จะมีพวกร้านค้า ร้านอาหาร Local หรือร้านเก่าแก่อายุแบบ 100 ปีก็แอบซ่อนอยู่เยอะเลยค่ะ แต่หากพูดถึงห้างใหญ่ๆใกล้ๆโครงการก็จะมี Supreme Complex ห่างประมาณ 180 เมตร เป็น Community Mall ที่จะมีน้องๆราชินีบนมาเดินเล่น-ดูหนังกัน, Makro สามเสน ห่างจากโครงการ 330 เมตร เป็นแหล่งรวมสินค้าต่างๆครบครัน โดดเด่นในเรื่องการขายส่ง จึงทำให้เรามาซื้อของต่างๆในราคาย่อมเยาหรือขยับออกไปหน่อยก็มี Market Place ดุสิตด้วยนะ
สำหรับสถานศึกษาชื่อดังก็มีหลายแห่ง อย่างโรงเรียนราชินีบนห่างประมาณ 150 เมตร รวมถึงมีโรงเรียนเซนต์คาเบรียล, โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์, วชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในพระอุปถัมภ์ฯ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส่วนโรงพยาบาลก็หลากหลายทั้งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล, โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่สำคัญคือมี Mega Project ใหญ่อย่างโรงพยาบาลศิริราช บางโพ หรือ SI NEXT สถาบันการแพทย์ศิริราช ระดับนานาชาติ ที่จะให้บริการมาตรฐานนานาชาติ ในอัตราค่าบริการเทียบเท่าโรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง คาดสร้างเสร็จในปี 2574 ค่ะ
วันเวลา ณ เจ้าพระยา ราคาเท่าไหร่?
คอนโดริมน้ำและ Riverfront Condo มือหนึ่งในปัจจุบันจะมีเพียงไม่กี่โครงการ ส่วนใหญ่จะอยู่โซนคลองสาน-สาทรและมีราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือถ้ามีราคาจับต้องได้ง่ายมากขึ้นก็จะเป็นโซนใต้ของกรุงเทพฯอย่างโซนราษฎร์บูรณะและพระราม 3
ดังนั้นโครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา ที่เป็น Riverfront Condo แต่มีราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 110,000-160,000 บาท/ตร.ม. แถมยังได้บรรยากาศริมแม่น้ำยาวต่อเนื่อง 130 เมตร เปิดรับวิวแม่น้ำแบบ Panorama เต็มตา รวมถึงได้พื้นที่จอดรถมามากถึง 91% และเดินไป MRT สามสีม่วงใต้ สถานีศรีย่านได้ในระยะ 100 เมตร พร้อมพื้นที่สวนสีเขียวภายในโครงการขนาดใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ด้วย ทำให้โครงการนี้เป็น Riverfront Condo ที่น่าสนใจมากๆนั่นเอง
สภาพแวดล้อมรอบโครงการ
สภาพแวดล้อมรอบๆโครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา จะเป็นย่านชุมชนที่เป็นบ้านแนวราบและอาคารพาณิชย์สูง 2-4 ชั้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็มีคนหรือรถผ่านไป-มาบ้าง ส่วนทางเข้า-ออกโครงการติดกับถนนสามเสน แต่ตัวอาคารพักอาศัยจะอยู่ด้านในใกล้ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ลดเรื่องเสียงดังรบกวนจากรถยนต์บนถนน
ห้องพักที่อยู่ทางฝั่งทิศเหนือจะได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตา แต่สำหรับทิศตะวันออก-ตะวันตกจะได้วิวแม่น้ำที่แตกต่างกันไป รวมถึงยังมองเห็นอาคารรัฐสภาใหม่ สัปปายะสภาสถาน, สะพานเกียกกาย, สะพานกรุงธน (ซังฮี้), สะพานพระราม 8 ด้วย ส่วนทางทิศใต้จะเป็นวิวเมืองเปิดโล่งนั่นเอง แต่ด้วยตัว Tower ของทั้ง 3 โครงการจะตั้งอยู่ใกล้ๆกันจึงทำให้ห้องพักบางส่วนถูกบล็อกวิวค่ะ
- ทิศเหนือ ติดกับ สวนเขียวไข่กา / แม่น้ำเจ้าพระยา
- ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านแนวราบและอาคารพาณิชย์ 3-4 ชั้น / โรงเรียนราชินิบน / Makro สามเสน
- ทิศใต้ ติดกับ ถนนสามเสน / บ้านแนวราบและอาคารพาณิชย์ 2-4 ชั้น
- ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านแนวราบและอาคารพาณิชย์ 3-4 ชั้น / กรมชลประทาน
ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโครงการ
ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา
สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น
ห้างสรรพสินค้า / ตลาด
- Supreme Complex ~ 180 เมตร
- Makro สามเสน ~ 330 เมตร
- Market Place ดุสิต ~ 2.2 กิโลเมตร
- Gateway บางซื่อ ~ 2.5 กิโลเมตร
โรงพยาบาล
- โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ~ 1.1 กิโลเมตร
- สถาบันการแพทย์ศิริราช ระดับนานาชาติ (SI NEXT) ~ 2.1 กิโลเมตร
- โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ~ 2.6 กิโลเมตร
- โรงพยาบาลรามาธิบดี ~ 3.7 กิโลเมตร
โรงเรียน
- โรงเรียนราชินีบน ~ 150 เมตร
- โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ~ 1.7 กิโลเมตร
- โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ~ 1.7 กิโลเมตร
- วชิราวุธวิทยาลัย ~ 1.8 กิโลเมตร
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ~ 2.0 กิโลเมตร
- โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในพระอุปถัมภ์ฯ ~ 2.1 กิโลเมตร
- มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ~ 2.6 กิโลเมตร
รายละเอียดโครงการ
Highlight
- Riverfront Condo คอนโดที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการ พร้อมย้ายเข้าอยู่
- Riverview & Riverfront Facilities พื้นที่ส่วนกลางที่ได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่อง 130 เมตร
- พื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ โดยออกแบบกระจายหลายจุด จึงสร้างบรรยากาศร่มรื่น น่าอยู่อาศัย
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา ออกแบบเป็นอาคารพักอาศัย 1 อาคาร รวม 1,414 ห้อง บนที่ดิน 18-1-4.5 ไร่ โดยแบ่งเป็น 5 Tower ดังนี้
- Tower A สูง 43 ชั้น จำนวน 413 ยูนิต
- Tower B สูง 52 ชั้น จำนวน 520 ยูนิต
- Tower C สูง 31 ชั้น จำนวน 466 ยูนิต
- Tower D สูง 3 ชั้น จำนวน 9 ยูนิต
- Tower E สูง 3 ชั้น จำนวน 6 ยูนิต
โดดเด่นเรื่อง Riverfront Condo เป็นคอนโดที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการเลยนั่นเอง แถมที่ดินแนวฝั่งแม่น้ำของโครงการจะมีความยาวประมาณ 130 เมตรเลยนะ ทำให้ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยากว้างๆแบบ Panorama โดยไม่โดนบล็อกวิวเลย ซึ่งถือว่าเป็น Product หายาก เพราะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากันเกือบตลอดแนวในย่านนี้จะเต็มไปด้วยหน่วยงานราชการหลายแห่งนั่นเอง
นอกจากนั้นยังออกแบบพื้นที่สวนสีเขียวมาขนาดใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ สร้างบรรยากาศร่มรื่น น่าอยู่อาศัยตั้งแต่ด้านหน้าโครงการเข้ามายังที่ดินแนวฝั่งแม่น้ำของโครงการ อีกทั้งออกแบบเป็น Riverview & Riverfront Facilities พื้นที่ส่วนกลางที่ได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแนวยาว ทำให้นอกจากจะได้วิวแม่น้ำจากในห้องพักแล้ว ยังได้วิวแม่น้ำนี้จากพื้นที่ส่วนกลางแทบทุกฟังก์ชัน สมกับเป็นโครงการ Riverfront Condo
ปัจจุบันทางโครงการจะเริ่มทำการโอนห้องในเดือนตุลาคม 2569 นี้ จึงพร้อมย้ายเข้าอยู่แล้วนะ ซึ่งเราก็ได้เก็บภาพบรรยากาศจริงของโครงการมาแล้ว แต่สำหรับพื้นที่ส่วนกลางชั้น 43 ยังคงอยู่ในระหว่างก่อสร้างนะคะ งั้นเรามาเริ่มกันที่ Master Plan กันเลยค่ะ
Master Plan
เราขอเริ่มกันที่ Master Plan โครงการกันเลยนะคะ โดยทางเข้า-ออกโครงการจะอยู่ติดถนนสามเสนและมีถนนของโครงการยาวเชื่อมเข้าไปยังตัวอาคารที่ตั้งอยู่ด้านใน ทำให้ถนนด้านหน้านี้เหมือนเป็น Buffer Zone ช่วยป้องกันเสียงและฝุ่นควันจากรถยนต์นั่นเอง อีกทั้งยังได้บรรยากาศภายในโครงการที่เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนมากยิ่งขึ้นค่ะ
สำหรับพื้นที่ส่วนกลางของโครงการตรง ชั้น G จะเน้นเป็นพื้นที่ต้อนรับและนั่งพักผ่อน นอกจากนั้นจะมี Riverfront & Riverview Facilities ใกล้ๆกับแนวฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็น Highlight ของโครงการเลย เพราะทำให้ลูกบ้านได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำที่ยาวต่อเนื่อง 130 เมตร ประกอบกับพื้นที่สวนสีเขียวภายในโครงการรวมประมาณ 4.8 ไร่ เหมือนเราได้อยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติ
นอกจากนั้นพื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่จอดรถแบบ Conventional Parking ช่องจอดปกติประมาณ 1,290 คัน คิดเป็น 91% (ไม่รวมซ้อนคัน) พร้อมช่องจอดมอเตอร์ไซค์ 20 คันและจักรยาน 30 คัน ซึ่งถือว่าให้พื้นที่จอดรถมาเยอะมากๆเลยนะ เมื่อเทียบกับตัวโครงการที่ใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่านที่เป็นรถไฟฟ้าในอนาคตเพียง 100 เมตร
ทางเข้า-ออกของโครงการ
ทางเข้า-ออกของโครงการ จะอยู่ติดถนนสามเสนและมีถนนยาวเชื่อมต่อเข้าไปยังซุ้มประตูโครงการ โดยจะมีรูปแบบประตูทางเข้า-ออกโครงการจะเป็นรั้วเหล็กรางเลื่อน พร้อมระบบในการเข้า-ออกแบบจดจำป้ายทะเบียน มี CCTV ส่วนกลางกระจายรอบโครงการ, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง และรั้วทึบรอบโครงการสูง 3 เมตรและต่อรั้วโปร่ง 1-2 เมตร เพื่อช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ ให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ
ทางโครงการจะมีการปลูก ต้นไม้ตลอดแนวถนน จากทางเข้า-ออกโครงการไปยังอาคารพักอาศัยภายในโครงการ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศร่มรื่นและสดชื่นได้ดี
จากนั้นเราจะเจอกับ วงเวียนต้นไม้ ให้เราไปยังจุด Drop Off ของ Tower C และขับวนออกด้านนอกโครงการ หรือจะขับตรงเข้าไปด้านใน เพื่อไปยัง Tower A-B และ Villa นั่นเอง
ทางโครงการได้ออกแบบจุด Drop Off ของ Tower C เป็นพื้นที่จอดรถรับ-ส่งลูกบ้าน จากนั้นก็สามารถวนออกนอกโครงการได้ง่ายเลย นอกจากนั้นยังออกแบบมีทางเดินพร้อมหลังคาคอยบังแดด-ฝน เชื่อมจาก Tower C ไปยัง Tower A-B และ Villa ที่อยู่ด้านในด้วยนะคะ ลูกบ้านของ Tower C จึงเดินไปใช้พื้นที่ส่วนกลางในอาคารอื่นๆหรือ Riverview Facilities ได้ง่ายค่ะ
สวนสีเขียวบริเวณด้านหน้า Tower C
มีการจัด สวนสีเขียวบริเวณด้านหน้า Tower C ทำให้ลูกบ้านของอาคารนี้มาเดินเล่นในสวนหรือนั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้สะดวกดี อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่อาศัยภายในโครงการด้วย
เมื่อเข้ามาภายใน Tower C จะเจอกับ Samsen Lobby ซึ่งเป็นพื้นที่ต้อนรับขนาดใหญ่ ถือเป็น Main Lobby ให้ลูกบ้านมานั่งพักผ่อน-พูดคุยได้ โดยออกแบบเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูง เพื่อสร้างบรรยากาศโปร่งสบายได้ดีเลย
Samsen Lobby
ทางโครงการก็จะออกแบบเป็นพื้นที่นั่งหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุดโซฟา, เซตโต๊ะเก้าอี้, มุมนั่งเล่น ทำให้เราเลือกใช้งานได้ตามความต้องการค่ะ
ด้านข้างของ Samsen Lobby จะมีประตู พร้อมติดตั้งระบบ Face Sacan เพื่อไปยัง Meeting Room ที่ออกแบบอยู่กลางน้ำด้วยนะ
Meeting Room ที่ตั้งอยู่กลางน้ำ
ทางโครงการออกแบบ Meeting Room ที่ตั้งอยู่กลางน้ำ โดยภายในห้องจะจัดเป็นโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้ 9 ที่นั่ง รวมถึงติดตั้งจอทีวีไว้ใช้ในการประชุมหรือนำเสนองานต่างๆ ส่วนผนังห้องจะเป็นกระจกแบบ Full Height ทั้งหมดเลย จึงเปิดรับวิวสวนสีเขียวด้านหน้าโครงการและมองเห็นผืนน้ำที่ล้อมรอบห้องนี้ได้ด้วย เป็น Gimmick ที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติดี
ต่อมาเราจะพาไปยัง โซนลิฟต์ของ Tower C กันเลยนะคะ ซึ่งทางโครงการจะตกแต่งผนังเหมือนลายไม้ ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น
ห้องน้ำส่วนกลาง
ก่อนจะไปยังโซนลิฟต์ก็มีออกแบบ ห้องน้ำส่วนกลาง ใกล้ๆกับ Samsen Lobby ให้ลูกบ้านมาใช้งานได้ง่ายนั่นเอง โดยจะแบ่งห้องน้ำชาย-หญิง และห้องน้ำแบบ Universal Design มารองรับการใช้งานของคนทุกเพศทุกวัยเลยนะ
เรามาถึง โซนลิฟต์ของ Tower C กันแล้วนะ แต่ด้านข้างจะมีช่องเป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติ เชื่อมออกไปยังพื้นที่จอดรถด้วยค่ะ
โซนลิฟต์ของ Tower C
โซนลิฟต์ของ Tower C จะมีติดตั้งระบบ Face Scan ช่วยเพิ่มความปลอดภัยภายในอาคารนะคะ
Locker Room และ Laundry Room
เราพาเดินจากโซนลิฟต์ของ Tower C ออกมายัง โซนพื้นที่จอดรถ กันนะคะ โดยด้านข้างจะมี Locker Room และ Laundry Room ให้ลูกบ้านใช้งานด้วย นอกจากนั้นอีกฝั่งของอาคารจะมี Drop Delivery ที่ทางโครงการออกแบบกระจายในทุกอาคารเลย
พื้นที่จอดรถ ของโครงการจะมีทั้งแบบกลางแจ้งและภายในอาคารไปจนถึงชั้น 4 เลยค่ะ โดยเป็น Conventional Parking ช่องจอดปกติประมาณ 1,290 คัน คิดเป็น 91% (ไม่รวมซ้อนคัน) เมื่อเทียบกับคอนโดอื่นๆในโซนนี้ถือว่าให้มาเยอะ พร้อมช่องจอดมอเตอร์ไซค์ 20 คันและจักรยาน 30 คัน รวมถึงมี EV Charger ออกแบบกระจายในทุกอาคารด้วยนะ ซึ่งถือว่าออกแบบมารองรับเทรนด์ใหม่ที่คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
หลังจากเราดูชั้น G ของ Tower C แล้ว เราจะพาไปดูการออกแบบอื่นๆที่อยู่ด้านในโครงการกันต่อเลย เมื่อเราขับผ่าน Tower C ตรงไปด้านในก็จะเจอกับ วงเวียนต้นไม้บริเวณ Tower A และ B นั่นเอง ซึ่งจะเป็นจุด Drop Off จอดรถรับ-ส่ง รวมถึงวนรถออกไปยังทางเข้า-ออกโครงการค่ะ
จากจุด Drop Off บริเวณ Tower A และ B จะออกแบบมีบันไดเชื่อมไปยัง Chaophraya Lobby ซึ่งออกแบบเป็นพื้นที่ Semi Outdoor นั่นเอง
Chaophraya Lobby
Chaophraya Lobby เป็นพื้นที่ Semi Outdoor ขนาดใหญ่ พร้อมฝ้าเพดานสูงกว่า 7 เมตร อยู่ระหว่าง Tower A และ B ประกอบกับออกแบบเชื่อมต่อไป Riverfront & Riverview Facilities จึงเปิดรับวิวสวนสีเขียวและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบกว้างๆเลยค่ะ ที่สำคัญยังมีลมพัดผ่านเข้ามาได้ลมเย็นๆตลอดเลย
Chaophraya Lobby
ทางโครงการออกแบบ Chaophraya Lobby โดยมี Sculpture เป็น Cocoon พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนหรือนั่งเล่นอยู่เยอะเลยนะ รวมถึงมีจุดนั่งพักคอยอยู่ด้านข้างด้วย
อย่างที่เราบอกไปนะคะว่าทางโครงการออกแบบ Chaophraya Lobby เชื่อมต่อไปยัง Water Creek ที่เป็นพื้นที่ภายนอกอาคารด้วย รวมถึงต้นไม้สีเขียวนานาพันธุ์ จึงทำให้เราได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ อีกทั้งยังได้ลมที่พัดพาความเย็นจาก Water Creek มาด้านในด้วยนั่นเอง
Water Creek
เราพามาดู Riverfront & Riverview Facilities กันต่อเลย โดยจะอยู่ใกล้ๆกับ Tower A และ B ทำให้ลูกบ้านของทั้ง 2 อาคารนี้มาใช้งานได้ง่าย ประกอบด้วย Water Creek มี Water Feature เล่นระดับ เปิดรับวิวแม่น้ำ นอกจากนั้นก็มี Greenery Open Meadow, Riverview Balcony, Party Deck River View และ Sunken Seating ให้เรามานั่งเล่น นั่งพักผ่อนกันได้ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงยังมีต้นไม้ต่างๆ พร้อมเนินสนามหญ้ากว้างๆ สร้างบรรยากาศสดชื่นและร่มรื่น ทำให้พื้นที่สีเขียวรวมทั้งโครงการประมาณ 4.8 ไร่เลยนะ
แต่พื้นที่บางส่วนในปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง หากทางโครงการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไว้เราจะมาอัปเดตเพิ่มเติมนะคะ
บรรยากาศภายในโครงการ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่ดินแนวฝั่งแม่น้ำของโครงการจะต่อเนื่องกับพื้นที่สาธารณะอย่างสวนเขียวไข่กาที่ดูแลโดย กทม. และแนวเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ที่ดินของโครงการบริเวณนี้จะมีความยาวประมาณ 130 เมตรเลยนะ จึงได้บรรยากาศริมน้ำกว้างๆแบบไม่โดนบล็อกวิวเลย
เราสามารถมานั่งเล่นอยู่บริเวณนี้ ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ดูเรือแล่นผ่านไป-มาได้เพลินๆเลย แถมได้รับลมเย็นๆด้วยค่ะ ทำให้มานั่งปิกนิก-นอนเล่นกันได้ตลอดทั้งวัน
แต่วันที่เราไปเก็บภาพบรรยากาศโครงการดันฝนตกพอดี มีเมฆเยอะเลย ถ้าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสน่าจะบรรยากาศดีมากๆ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งคาเฟ่ริมน้ำแล้วค่ะ เพราะลูกบ้านที่นี่แค่ลงลิฟต์มาก็นั่งในสวน มองแม่น้ำเจ้าพระยาได้เลย
ทางโครงการไม่ได้ออกแบบประตูเชื่อมจากพื้นที่โครงการไปยังสวนเขียวไข่กานะคะ เพื่อให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นหากลูกบ้านอยากไปยังสวนเขียวไข่กาก็ต้องเดินไปยังบริเวณด้านหน้าโครงการและเดินเลียบซอยเขียวไข่กาเพื่อมายังสวนเขียวไข่กาค่ะ
สำหรับประเด็นรายชื่อคอนโดมิเนียม 50 โครงการที่เข้าข่ายอาจละเมิดกฎหมาย เนื่องจากผิวถนนรอบตัวอาคารน้อยกว่า 6 เมตร ที่ทางสภาผู้บริโภคได้เผยแพร่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และมีโครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา เป็น 1 ในรายชื่อ 50 โครงการนี้ ทำให้ลูกบ้านที่ตัดสินใจซื้อโครงการนี้ รวมถึงคนที่กำลังสนใจโครงการนี้เป็นกังวลในเรื่องความปลอดภัย
แต่จริงๆในแบบก่อสร้างโครงการได้ออกแบบถนนกว้าง 6 เมตร เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอาคารตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ด้วยภาพ Master Plan ของโครงการที่เป็นเพียงภาพจำลองเพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้น ไม่ใช่ภาพที่สะท้อนรูปแบบการก่อสร้างจริง จึงอาจทำให้ทางสภาผู้บริโภคเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและเมื่อทางโครงการได้ชี้แจงข้อเท็จจริงนี้ ทางสภาผู้บริโภคก็ยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ทุกคนก็อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจแล้วนะคะ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> สภาผู้บริโภครับฟังข้อเท็จจริง ‘วันเวลา ณ เจ้าพระยา’ ยืนยันมีถนน 6 ม. รอบอาคาร)
Meet up Lounge
สำหรับพื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น G ของ Tower B จะมี Meet up Lounge ออกแบบเป็นพื้นที่พักผ่อนที่มีแอร์เย็นฉ่ำๆ เราจึงมานั่งพูดคุย นั่งเล่นหรือนั่งทำงานก็ได้ โดยจะมีทั้งเป็นโซนโซฟายาว, เซตโซฟา, เซตโต๊ะ-เก้าอี้, ซุ้มนั่งเล่น ถือว่าออกแบบมาหลากหลายรองรับกับทุกการใช้งาน
Meeting Room
ทางโครงการออกแบบ Meeting Room อยู่ภายใน Meet up Lounge โดยใช้เป็นพื้นที่นั่งประชุม นำเสนองานต่างๆ ออกแบบเป็นโต๊ะยาวและมีหลายที่นั่ง จึงรองรับการใช้งานได้หลายคน นอกจากนั้นจะเปิดรับวิวสวนสีเขียวและแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ
โถงลิฟต์ของ Tower B
สำหรับบริเวณนี้จะเป็นทางเดินเชื่อมไปยัง โถงลิฟต์ของ Tower B นั่นเอง นอกจากนั้นจะมี Vending Machine Corner ภายในชั้น G ของ Tower B ด้วยนะคะ ทำให้สามารถมาซื้อของกินหรือขนมต่างๆได้ง่ายเลย
ชั้น 5
เราพามาดู พื้นที่ส่วนกลางตรงชั้น 5 กันต่อ โดย Indoor Facilities ในชั้นนี้จะอยู่ที่ Tower B ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Co-working Space, Game room, Kid’s Club และ Spa room 3 ห้อง
ส่วน Outdoor Facilities จะออกแบบเชื่อมต่อกันทั้ง Tower A-B-C เลย ทำให้ไม่ว่าจะพักอาศัยอยู่ในอาคารไหน ก็สามารถเดินมาใช้งานได้สะดวก ซึ่งจะแบ่งออกเป็นโซนสระว่ายน้ำ เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มตา ส่วนอีกโซนจะเป็นพื้นที่สีเขียวให้มาเดินเล่น นั่งพักผ่อนได้ อีกทั้งออกแบบ The Sky Walk ความยาวประมาณ 370 เมตร เป็นทางเดินเชื่อมพื้นที่ทั้ง 2 โซนด้วยนะคะ
นอกจากนั้นชั้นพักอาศัยของ Tower A และ C จะเริ่มต้นที่ชั้น 5 ด้วย ทำให้ห้องพักในชั้นนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้งานส่วนกลางบ่อยๆ ได้วิวสวยๆอย่างวิวแม่น้ำเจ้าพระยา วิวสระว่ายน้ำหรือวิวสีเขียวแบบชัดๆจากในห้องพักเลย แต่ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นสระว่ายน้ำและสวนสีเขียว อาจจะเสียความเป็นส่วนตัวไปบ้าง เพราะมีคนเดินผ่านไป-มาเพื่อใช้งานส่วนกลาง รวมถึงต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นด้วยค่ะ
บริเวณ ชั้น 5 ของ Tower B ออกแบบเป็น Indoor Facilities ที่ประกอบด้วย Co-working Space, Game room, Kid’s Club และ Spa room 3 ห้อง ซึ่งเราจะเริ่มกันที่ Co-working Space กันก่อนเลย
Co-working Space
ทางโครงการออกแบบ Co-working Space เป็นพื้นที่นั่งเล่น-นั่งทำงานขนาดใหญ่ โดยจะประกอบด้วยพื้นที่นั่งหลากหลายรูปแบบ ทำให้รองรับลูกบ้านได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมาคนเดียว เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเพื่อน ส่วนภายในห้องก็จะเน้นโทนสีขาว ให้ความรู้สึกสบาย
รวมถึงออกแบบฝ้าเพดานสูง เพิ่มบรรยากาศโปร่งโล่งประกอบกับหน้าต่างขนาดใหญ่แบบ Full Height เกือบตลอดแนวผนัง เปิดรับวิวพื้นที่ส่วนกลางด้านล่างเป็นแนวยาว อีกทั้งได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ ทำให้ถึงแม้เราจะไม่ได้วิวแม่น้ำจากในห้องพักบางห้อง แต่หากมาใช้งานพื้นที่ส่วนกลางก็จะได้วิวสวยๆแบบนี้เลยนั่นเอง
ภายใน Co-working Space ก็จะมีตั้งของตกแต่งต่างๆ รวมถึงดอกไม้ เพื่อสร้างสีสันและความมีชีวิตชีวา ไม่ให้บรรยากาศภายในห้องดูเคร่งเครียดเกินไปค่ะ
ถัดมาเราจะพาไปดู Kid’s Club เป็นพื้นที่เล่นสนุกของเด็กๆกันบ้าง
Kid’s Club
ทางโครงการออกแบบ Kid’s Club มีทั้งมุมโต๊ะนั่งทำการบ้าน, ชิงช้าและเครื่องเล่นสไลด์เดอร์ภายในห้อง อีกทั้งยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่ด้วย ทำให้รองรับการใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน เวลาน้องๆเลิกเรียนแล้ว ก็มานั่งทำการบ้านหรือนั่งเล่นของเล่นต่างๆได้
แต่ที่เราชอบเป็นพิเศษคือมีอ่างล้างมือภายในห้องเลย อย่างเวลาน้องๆมานั่งวาดรูประบายสีต่างๆ ก็อาจทำให้ปากกาสีหรือสีน้ำต่างๆเลอะมือหรือหน้าน้องๆได้ ดังนั้นคุณพ่อ-คุณแม่ก็สามารถพาน้องๆมาล้างคราบเลอะต่างๆได้ทันทีนั่นเอง
จาก Kid’s Club เดินตรงเข้าไปด้านในจะเจอกับ Spa room ที่ทางโครงการออกแบบมาถึง 3 ห้องเลยนะ
Spa room 1
อย่างที่เราได้บอกไปนะคะว่า Spa room ของโครงการนี้จะมีมากถึง 3 ห้อง โดย Spa room 1-2 จะเป็นห้องเตียงคู่และ Spa room 3 จะเป็นห้องเตียงเดี่ยว โดยทุกห้องจะออกแบบมีห้องน้ำในตัว พร้อมอ่างล้างมือ พื้นที่อาบน้ำ-เปลี่ยนเสื้อผ้า รวมถึงมุมนั่งพักผ่อน รวมถึงเราสามารถนัด Therapist จากด้านนอกมาให้บริการได้ด้วยนะ
สำหรับ Game room จะถูกออกแบบอยู่อีกฝั่งของอาคาร เพื่อลดปัญหาเสียงดังรบกวนพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ
Game room
Game room ของโครงการนี้จะมีทั้งโซนตู้เกม Arcade, เกมปาลูกดอก, โต๊ะพลู, โต๊ะปิงปองและโต๊ะฟุตบอลมือหมุนให้เรามาเล่นกันได้หลากหลายดี เราจึงชวนเพื่อนๆมาเล่นด้วยกันหรือพาเด็กๆมาเปิดประสบการณ์เล่นเกม-เล่นกีฬาอื่นๆได้ด้วย นอกจากนั้นด้านข้างของห้องก็มีเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อน รอคิวเล่นต่อจากเพื่อนๆค่ะ
เราจะพาออกไปดู Riverview Facilities บริเวณ Tower A และ B ตรงชั้น 5 กันต่อนะคะ โดยเดินจาก Co-working Space ใน Tower B จะมีทางเดิน เพื่อเชื่อมไปยังพื้นที่ส่วนกลางนั่นเอง หากเลี้ยวซ้ายจะไปยังโซนสระว่ายน้ำ ส่วนเลี้ยวขวาจะไปยังพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณ Tower C ค่ะ ซึ่งเราขอไปโซนสระว่ายน้ำกันก่อนค่ะ
พอเดินออกจาก Tower B ก็จะเจอเป็น ทางเดินแบบ Semi Outdoor ที่มีต้นไม้อยู่ทั้ง 2 ฝั่งทางเดินเลย ส่วนด้านในสุดจะเป็นบันไดเดินขึ้นไปเชื่อมกับ Tower A นั่นเอง
สำหรับด้านบนของทางเดินนี้จะเป็น The Sky Walk ออกแบบเป็น Loop Trail ทางเดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำและสวนสีเขียวได้ ซึ่งเราจะค่อยพูดกันต่อทีหลังนะคะ
Freeform Swimming Pool
ทางโครงการออกแบบ Freeform Swimming Pool ความยาวประมาณ 57 เมตร ถือว่ามีความยาวมากกว่าสระโอลิมปิกอีกนะ (สระโอลิมปิก 50 เมตร) ทำให้เราว่ายน้ำออกกำลังกายได้จริงจังเลยค่ะ นอกจากนั้นพอออกแบบเป็นสระ Freeform จึงทำให้เป็นจุดถ่ายรูปสวยๆได้ด้วย
ซึ่งบริเวณสระนี้ก็จะมี Overlook Jacuzzi ให้มานั่งแช่น้ำผ่อนคลาย, Kids Pool สระว่ายน้ำสำหรับเด็กและ Sunset Deck ให้เราชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่กระทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาได้ นอกจากนั้นยังมี Waterfront View Seating และ Sunken Seating ให้เรามานั่งพักผ่อนริมสระว่ายน้ำ โดยรอบก็ยังมีการจัดสวนสีเขียว พร้อมต้นไม้ใหญ่ ช่วยเป็นร่มเงาด้วย
ฝั่งขวาของภาพจะเห็น The Sky Walk เป็น Loop Trail เดินเชื่อมจากสระว่ายน้ำนี้ไปยังพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณ Tower C นั่นเอง
The Sky Walk
ทางโครงการออกแบบ The Sky Walk เป็น Loop Trail ความยาวประมาณ 370 เมตร ให้เราสามารถเดินเชื่อมจากบริเวณสระว่ายน้ำไปยังพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณ Tower C ได้แบบไม่ต้องเดินย้อนกลับไปยัง Co-working Space ใน Tower B อีกทั้งยังได้วิวสระและวิวแม่น้ำเจ้าพระยามุมสูงด้วยนะ
แต่จริงๆเราก็สามารถเดินจาก Co-working Space ใน Tower B แล้วเลี้ยวขวาไปยังพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณ Tower C ได้อย่างที่เราได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้นะคะ
ทางโครงการจะออกแบบ Outdoor Facilities ของ Tower A-B-C เชื่อมต่อกันนะ ทำให้ลูกบ้านของทั้ง 3 อาคารใช้งานได้สะดวกและต่อเนื่องกันดี
ซึ่ง ชั้น 5 ของ Tower C จะออกแบบเป็นพื้นที่สวนสีเขียวที่มี Gimmick อย่างแบ่งโซน Pocket Garden เป็น 4 โซนทั้ง Tropical Wood deck, Bamboo Court, Stone Pocket และ Flowering garden อีกทั้งยังมี Pavilion ที่ออกแบบเป็น Cocoon รวมถึงมี The Sky Walk ที่เดินเชื่อมจากสระว่ายน้ำมายังบริเวณนี้ด้วยค่ะ
พื้นที่สวนสีเขียวชั้น 5 ของ Tower C
พื้นที่สวนสีเขียวชั้น 5 ของ Tower C จะมีโซนแรกเป็นเก้าอี้นั่งยาว พร้อมต้นไม้ใหญ่โดยรอบ เพื่อเป็นร่มเงา ช่วยให้ลูกบ้านนั่งพักผ่อนได้นานขึ้น รวมถึงมี Pavilion ศาลานั่งพักผ่อนที่ออกแบบ Cocoon นั่นเอง
ต่อมาจะเป็น พื้นที่ Court ที่เราจะเห็น The Sky Walk ที่เชื่อมจากสระว่ายน้ำมาสิ้นสุดบริเวณนี้นั่นเอง ส่วนอาคารที่อยู่ด้านใน บริเวณฝั่งขวาของภาพจะเป็น Tower C ให้เราเดินเชื่อมเข้าไปภายในอาคารได้เลย
พื้นที่สวนสีเขียวชั้น 5 ของ Tower C
ต่อมาจะเป็น พื้นที่สวนสีเขียวอีกฝั่งของอาคาร โดยจะเป็นวิวสีเขียวให้กับห้องพักของ Tower C นั่นเอง ก็จะมีการออกแบบเป็นพื้นที่นั่งในสวนอยู่หลายจุด อีกทั้งยังคงปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ ทำให้ภายในสวนดูสดชื่นและมีชีวิตชีวาดี นอกจากนั้นยังมีโซน Flowering garden ที่จะปลูกเป็นดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ช่วยเติมสีสันสดใสภายในสวน
ดังนั้นนอกจากจะมีพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณนี้แล้ว ยังมีพื้นที่สวนที่ออกแบบจากทางเข้า-ออกโครงการมายังด้านในโครงการ รวมไปถึงบริเวณ Riverfront Facilities และโซนสระว่ายน้ำด้วย จึงทำให้มีพื้นที่สวนสีเขียวภายในโครงการรวมทั้งหมดประมาณ 4.8 ไร่เลยนั่นเอง
ชั้น 6
สำหรับ พื้นที่ส่วนกลางในชั้น 6 ของโครงการนี้ จะจัดไว้ที่ Tower B เพียงอาคารเดียวเลยนะคะ โดยจะเป็น Active Facilities อย่าง Fitness ห้องออกกำลังกายที่ภายในมี Yoga room ให้มาเล่นโยคะกันได้
หากเป็นลูกบ้านของ Tower A และ B ก็สามารถเดินมาใช้งานพื้นที่ส่วนกลางนี้ได้ง่ายๆ แต่ลูกบ้านของ Tower C จะต้องเดินมาจากชั้น 5 ผ่านพื้นที่สวนสีเขียวที่เราพาไปดูกันมาเมื่อกี้ จากนั้นจึงเดินมายัง Tower B แล้วเลือกขึ้นมายังชั้น 6 ได้ทั้งทางลิฟต์หรือบันไดวนค่ะ
เรามาเริ่มที่ โถงลิฟต์ชั้น 6 ของ Tower B กันนะคะ โดยทางโครงการจะตกแต่งผนังเป็นกระเบื้องลายหินอ่อนสีดำ ดูเรียบหรูและเท่ๆดี
จากบริเวณโถงลิฟต์นี้จะออกแบบ ประตูพร้อมระบบ Face Scan กั้นไว้อีกจุด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยภายในอาคารมากขึ้น
ซึ่งจริงๆเราก็สามารถขึ้นมายังชั้น 6 ได้จาก บันไดวนตรงชั้น 5 ของ Tower B นะคะ โดยจะอยู่ใกล้ๆกับ Co-working Space และ Kid’s Club ค่ะ
เมื่อขึ้นจากบันไดวนหรือเดินออกจากลิฟต์ก็จะเจอเป็น โถงทางเดินเชื่อมไปยัง Fitness นั่นเอง รวมถึงเราสามารถมองลงไปยังตรงชั้น 5 ได้ด้วยค่ะ
อย่างที่บอกไปนะคะว่าพื้นที่ส่วนกลางตรงชั้น 6 จะมีที่ Tower B เท่านั้น และมีเพียง Fitness และ Yoga room ค่ะ
Fitness
เมื่อเข้ามาภายใน Fitness จะเจอกับพื้นที่นั่งพัก รวมถึง Locker Room ไว้เก็บของต่างๆและมีมุมตู้กดน้ำให้ดื่มน้ำระหว่างออกกำลังกาย
Fitness
ทางโครงการออกแบบ Fitness มีพื้นที่ขนาดใหญ่เลยนะ พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายแบบ Cardio และ Weight Training มาให้ครบครัน อีกทั้งแบ่งแยกโซนมาชัดเจน ทำให้ลูกบ้านหลายคนมาใช้งานพร้อมกันได้เลย ไม่รู้สึกอึดอัด เพราะมีเครื่องออกกำลังกายมากกว่า 20 เครื่อง ให้ฟีลเหมือน Fitness ด้านนอกเลยนะ แต่นี่เราไม่ต้องเสียค่าสมาชิกนั่นเอง
ทางโครงการเลือกซื้อเครื่องออกกำลังกายจาก Technogym ซึ่งเป็นแบรนด์พรีเมียมจากอิตาลี ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพระดับโลก ซึ่งทางโครงการแอบบอกว่าลงทุนรวมเกือบ 10 ล้านบาทเลยนะ
วิวจาก Fitness
นอกจากนั้นยังออกแบบผนังฝั่งนึงของ Fitness เป็นกระจกบานใหญ่แบบ Full Height เพื่อเปิดรับวิวสระว่ายน้ำและแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตานั่นเอง ช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้เพลินๆดีเหมือนกันค่ะ
ภายใน Fitness จะมี Yoga room ด้วยนะคะ ซึ่งออกแบบเป็นผนังกระจกและมีพื้นที่ภายในห้องขนาดใหญ่เหมือนกัน
Yoga room
ทางโครงการจะออกแบบ Yoga room เป็นพื้นที่โล่งๆ แบบเล่นพร้อมกัน 10 คนก็สบายๆ ถ้ามองออกไปด้านนอกก็จะได้วิวสวนสีเขียวตรงชั้น 5 ของ Tower C ส่วนภายในห้องจะมีติดตั้งกระจกเงาให้เราส่องและปรับท่าทางในการเล่นโยคะให้ถูกต้องได้ อีกทั้งมี Gym ball อยู่หลายลูกเลย แน่นอนว่าเลือกใช้แบรนด์ Technogym ค่ะ
สำหรับชั้น 5 และ 6 ของ Tower B ก็จะมีการออกแบบ ห้องน้ำส่วนกลางที่แบ่งฝั่งชาย-หญิง ด้วยนะคะ
ห้องน้ำส่วนกลาง
ภายใน ห้องน้ำส่วนกลาง ก็จะตกแต่งมาให้เหมือนภาพด้านบนเลย ทำให้ลูกบ้านที่ใช้งานพื้นที่ส่วนกลางในชั้นนั้นๆก็มาเข้าห้องน้ำได้ง่ายดีค่ะ
ชั้น 43
พื้นที่ชั้นสุดท้ายของโครงการจะอยู่ที่ ชั้น 43 นั่นเอง โดยเน้นเป็นฟังก์ชันส่วนกลางสำหรับนั่งพักผ่อน เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยามุมสูง อีกทั้งออกแบบเชื่อมระหว่าง Tower A และ B เพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่องกันด้วยค่ะ (ไม่ได้เชื่อม Tower C เพราะสูงเพียง 31 ชั้น)
สำหรับพื้นที่ส่วนกลางชั้น 43 ของโครงการในปัจจุบันยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แต่เราก็มีภาพจำลองบรรยากาศมาให้ชมกันด้วย รวมถึงหากมีภาพบรรยากาศตอนสร้างเสร็จเรียบร้อย เราจะมาอัปเดตเพิ่มเติมให้ชมกันค่ะ
Natee Sky Lounge จะอยู่ที่ Tower B ออกแบบเป็นพื้นที่พักผ่อนรับวิวแม่น้ำฝั่งทิศเหนือที่จะเป็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาและอาคารรัฐสภาใหม่อย่าง สัปปายะสภาสถาน พร้อมห้องเตรียมอาหาร
Vayla Sky Lounge จะอยู่ใน Tower A ที่หันขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยาเลย จึงเปิดรับวิวแบบตรงๆทั้งวิวแม่น้ำและพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งมาพร้อมกับห้องเตรียมอาหาร ลูกบ้านสามารถจองและจัดเป็น Private Party หรือเรียกเชฟมาจัดปาร์ตี้สังสรรค์ได้ โดยบรรยากาศของ Sky Lounge ห้องนี้ก็จะแตกต่างกับ Natee Sky Lounge ทำให้ลูกบ้านสามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการเลยค่ะ
นอกจากนั้นทางโครงการจะออกแบบ Sky Bridge เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Tower A และ B จึงทำให้ลูกบ้านสามารถใช้งานพื้นที่ส่วนกลางชั้น 43 ของทั้ง 2 อาคารได้ต่อเนื่อง รวมถึงมี Sky View Point เป็นจุดชมวิวมุมสูงด้วยนะคะ
แปลนชั้นพักอาศัย
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา ออกแบบเป็นอาคารพักอาศัย 1 อาคาร รวม 1,414 ห้อง แบ่งเป็น 5 Tower แต่ Tower D และ E ที่ออกแบบเป็น Villa ได้ Sold Out แล้ว จึงมีให้เลือกซื้อเพียง 3 Tower ดังนี้
- Tower A สูง 43 ชั้น จำนวน 413 ยูนิต / จำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 11 ยูนิต
- Tower B สูง 52 ชั้น จำนวน 520 ยูนิต / จำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 13 ยูนิต
- Tower C สูง 31 ชั้น จำนวน 466 ยูนิต / จำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 21 ยูนิต
ซึ่งทั้ง 3 Tower นี้จะออกแบบอาคารเป็นรูปตัว I ซึ่งโถงลิฟต์จะอิงไปฝั่งใดฝั่งนึงของอาคาร ทำให้ห้องพักที่อยู่อีกฝั่งของอาคารจะมีระยะเดินที่ไกลกว่า ส่วนระบบในการเข้า-ออกและขึ้น-ลงอาคารเป็น Face Scan ส่วนรายละเอียดการออกแบบของแต่ละ Tower จะพูดต่อด้านล่างนะคะ
โถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัย
สำหรับ โถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัย ก็จะมีหน้าตาเหมือนภาพด้านบนเลย ไม่ได้มีการตกแต่งผนังหินอ่อนเหมือนชั้นที่มีพื้นที่ส่วนกลางนะคะ
ส่วน โถงทางเดิน ของ Tower A และ C จะเป็นแบบ Double load Corridor ที่มีห้องพักอยู่ 2 ฝั่งโถงทางเดิน แต่ดีที่ออกแบบประตูห้องไม่ชนกัน ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ถ้าเป็นโถงทางเดินของ Tower B จะเป็น Single load Corridor ที่มีห้องพักอยู่ฝั่งเดียวของโถงทางเดิน ด้วยการออกแบบพื้นที่ตรงกลางจะเป็น Void ช่วงว่างตรงกลางอาคารนั่นเอง ทำให้นอกจากจะได้ความเป็นส่วนตัวภายในอาคารที่สูงแล้ว การออกแบบ Void นี้ก็มีข้อดีในเรื่องการหมุนเวียนระบายอากาศ รวมถึงแง่ความสว่างของโถงทางเดินด้วยค่ะ
Tower A
ชั้น 5
ห้องพักอาศัยของ Tower A จะเริ่มที่ชั้น 5 เป็นต้นไปและ Typical Floor Plan จะเป็นชั้น 7-42 ซึ่งถือเป็น Tower ที่มีจำนวนยูนิตน้อยสุดเลย มีเพียง 413 ยูนิตและจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 11 ยูนิตเท่านั้น ประกอบกับไม่ค่อยมีพื้นที่ส่วนกลางภายใน Tower A ทำให้เหมาะกับลูกบ้านที่ชอบบรรยากาศภายในอาคารที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว
ส่วนแบบห้องใน Tower A ส่วนใหญ่จะเป็น 1 Bedroom นะคะ นอกจากนั้นยังเป็นอาคารที่ไม่โดน Tower อื่นๆบล็อกวิวด้วยนะ จึงเลือกได้ว่าอยากได้ห้องวิวแม่น้ำหรือวิวเมืองมากกว่า งั้นเรามาดูตำแหน่งที่น่าสนใจกันเลย
- กรอบสีน้ำเงิน : ห้องที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตัวห้องจะหันขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเปิดรับวิวแม่น้ำเต็มๆ นอกจากนั้นชั้น 5 จะได้วิวพื้นที่ส่วนกลางอย่างสระว่ายน้ำและสวนสีเขียวด้วยนะ หรือจะเลือกชั้นที่อยู่สูงกว่าชั้นส่วนกลางไม่เกิน 3 ชั้นก็จะได้วิวส่วนกลางมุมสูงด้วยค่ะ
- กรอบสีชมพู : ความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพราะไม่มีการแชร์ผนังร่วมกับเพื่อนบ้านเลย นอกจากนั้นยังเป็นห้อง 1 Bedroom ด้วย ทำให้เป็นห้องราคาดี แต่ได้ความเงียบสงบ
Tower B
ชั้น 6
Tower B ถือเป็นอาคารที่มีจำนวนชั้นสูงสุดเลย อยู่ที่ 52 ชั้นนั่นเอง จึงทำให้มีจำนวนห้องมากสุดอยู่ที่ 520 ยูนิต แต่จะมีจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 13 ยูนิตเท่านั้น จึงไม่ได้มีบรรยากาศหนาแน่นอย่างที่กังวลนะคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าทางโครงการออกแบบมีพื้นที่ Void ตรงกลาง จึงได้โถงทางเดินแบบ Single load Corridor มีห้องพักอยู่ฝั่งเดียวตามที่เราได้พูดไปข้างบนแล้วนั่นเอง จึงถือว่ายังคงได้ความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยนะคะ โดยชั้นพักอาศัยเริ่มที่ชั้น 6 เป็นต้นไปและ Typical Floor Plan จะอยู่ที่ชั้น 33-42 และชั้น 45-52 ค่ะ
สำหรับ Tower นี้จะมีพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคารเยอะ อีกทั้งยังเชื่อมต่อไปใช้พื้นที่ส่วนกลางของอาคารอื่นๆได้ เราจึงมองว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้งานส่วนกลางบ่อยๆหรืออยากได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา
แบบห้องในอาคารนี้จะมีให้เลือกตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse เลยค่ะ โดยห้องพักส่วนใหญ่จะได้วิวแม่น้ำ แต่จะได้มุมแม่น้ำแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งห้องนะคะ ถึงแม้ห้องพักที่หันไปทางทิศตะวันออกจะโดน Tower C บล็อกวิวบางส่วน แต่ก็ยังมองเห็นวิวเมืองมุมสูงเหมือนกันนะ
- กรอบสีน้ำเงิน : ห้องที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะได้วิวแม่น้ำแบบเฉียงๆหน่อย นอกจากนั้นชั้น 6-8 ก็จะได้วิวพื้นที่ส่วนกลางตรงชั้นล่างๆด้วย
- กรอบสีส้ม : ติดเพื่อนบ้านด้านเดียว ช่วยลดเสียงดังรบกวนไปด้านนึง ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นห้องที่อยู่มุมอาคารหรือติดบันไดหนีไฟ
Tower C
ชั้น 5
ชั้นพักอาศัยของ Tower C จะเริ่มที่ชั้น 5 เป็นต้นไปและ Typical Floor Plan จะอยู่ที่ชั้น 14-26 มีจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 21 ยูนิต ทำให้มีจำนวนเพื่อนบ้านในอาคารเยอะกว่า Tower อื่นๆ แต่ดีที่พื้นที่ส่วนกลางใน Tower C จะเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนและสวนสีเขียว ถือเป็นฟังก์ชันที่ไม่ได้เกิดเสียงดังรบกวน จึงได้บรรยากาศที่ไม่คึกคักมากนัก
สำหรับแบบห้องในอาคารนี้จะมีทั้ง 1 Bedroom และ 2 Bedroom โดยห้องที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ อาจเห็น Tower A บังเล็กน้อย แต่ก็เห็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาชัดเจน รวมถึงสะพานเกียกกายและอาคารรัฐสภาใหม่ สัปปายะสภาสถานด้วย ส่วนห้องที่หันไปทางทิศใต้จะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่เล็กกว่าฝั่งทิศเหนือ แต่ก็จะได้เป็นวิวเมืองมุมสูงที่เปิดโล่งแทนค่ะ
- กรอบสีน้ำเงิน : ห้องที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยตำแหน่งของอาคารที่ห่างจาก Tower อื่นๆ แต่ก็ยังมองเห็นเป็นวิวโค้งแม่น้ำนะ นอกจากนั้นห้องพักในชั้น 5 หรือชั้นที่สูงขึ้นไปประมาณ 3 ชั้นจะได้วิวสวนสีเขียวด้วย
- กรอบสีชมพู : ความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพราะไม่ติดกับเพื่อนบ้านห้องอื่นเลย จึงพักผ่อนภายในห้องได้เงียบสงบ
- กรอบสีส้ม : ติดเพื่อนบ้านด้านเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นห้องที่อยู่มุมอาคารหรือติดบันไดหนีไฟ จึงได้ความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยมากขึ้น
สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก
Tower A
- ชั้น G
– Chaophraya Lobby ฝ้าเพดานสูงกว่า 7 เมตร (ใช้งานร่วมกันระหว่าง Tower A และ B)
– Drop Delivery
– EV Charger - ชั้น 43
– Vayla Sky Lounge พร้อมห้องเตรียมอาหาร
Tower B
- ชั้น G
– Chaophraya Lobby ฝ้าเพดานสูงกว่า 7 เมตร (ใช้งานร่วมกันระหว่าง Tower A และ B)
– Meet up Lounge
– Meeting Room
– Vending Machine Corner
– Laundry Room
– Drop Delivery
– EV Charger - ชั้น 5
– Co-working Space
– Game room
– Kid’s Club
– Spa room 3 ห้อง - ชั้น 6
– Fitness พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายแบรนด์ Technogym
– Yoga room - ชั้น 43
– Natee Sky Lounge พร้อมห้องเตรียมอาหาร
Tower C
- ชั้น G
– Samsen Lobby
– Meeting Room
– Drop Delivery
– EV Charger - ชั้น 5
– Lawn
– Cocoon
– Tropical Wood deck
– Bamboo Court
– Stone Pocket
– Flowering garden
– The Sky Walk ความยาวประมาณ 370 เมตร (Loop Trail เดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำบริเวณ Tower A และ B)
Riverfront & Riverview Facilities (Tower A และ B)
- ชั้น G
– Chaophraya Lobby ฝ้าเพดานสูงกว่า 7 เมตร
– Water Creek
– Greenery Open Meadow
– Riverview Balcony
– Party Deck River View
– Sunken Seating - ชั้น 5
– Freeform Swimming Pool ความยาวประมาณ 57 เมตร
– Overlook Jacuzzi
– Kids Pool
– Sunset Deck
– Waterfront View Seating
– Sunken Seating
– The Sky Walk (Loop Trail เดินเชื่อมไปยังพื้นที่สวนสีเขียวบริเวณ Tower C) - ชั้น 43
– Sky Bridge
– Sky View Point
- พื้นที่สีเขียวรวมทั้งโครงการประมาณ 4.8 ไร่
- ลิฟต์โดยสาร 3-4 ตัว/อาคาร
- ที่จอดรถแบบ Conventional Parking ช่องจอดปกติประมาณ 1,290 คัน คิดเป็น 91% (ไม่รวมซ้อนคัน) พร้อมช่องจอดมอเตอร์ไซค์ 20 คันและจักรยาน 30 คัน
- ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ
– รูปแบบประตูทางเข้า-ออกโครงการ : รั้วเหล็กรางเลื่อน
– ระบบในการเข้า-ออกโครงการ : จดจำป้ายทะเบียน
– ระบบในการเข้า-ออก (เดินเข้าออก ขึ้นลงอาคาร) : Face Scan
– CCTV ส่วนกลาง
– รูปแบบรั้วรอบโครงการ : รั้วทึบสูง 3 เมตร มีต่อรั้วโปร่งสูง 1-2 เมตร
แบบห้อง
Highlight
- แบบห้องเยอะ มีให้เลือกตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse พื้นที่ใช้สอย 34.5-264.2 ตร.ม.เลย
- รูปแบบการขาย Fully Fitted และ Fully Furnished เราจึงเลือกได้ว่าอยากแต่งห้องเอง หรืออยากได้ห้องแต่งครบพร้อมเข้าอยู่
- ห้องวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยตัวโครงการที่เป็น Riverfornt Condo จึงได้บรรยากาศริมแม่น้ำจากในห้องพักเลย ซึ่งมีหลายตำแหน่งให้เลือกเลยค่ะ
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา มีรูปแบบห้องพักอาศัยตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse พื้นที่ใช้สอย 34.5-264.2 ตร.ม. (Villa ได้ Sold Out แล้ว) ทำให้สามารถอยู่อาศัยทั้งคนเดียว คู่รักหรือครอบครัวขนาดเล็ก-ใหญ่ได้สบายๆ เหมาะทั้งซื้อไว้ให้ลูกๆไปโรงเรียนได้ง่ายๆ หรือไปทำงานได้สะดวก
ซึ่งรูปแบบการขายของห้องพักใน Tower A และ B จะเป็นแบบ Fully Fitted จึงออกแบบและตกแต่งห้องได้ตามไลฟ์สไตล์เลย เริ่มต้นที่ 5.89-60 ล้านบาท ส่วนห้องพักใน Tower C จะตกแต่งเป็น Fully Furnished ซึ่งดีไซน์ รูปแบบและจำนวนชิ้นของเฟอร์นิเจอร์จะขึ้นอยู่กับแบบห้องนะคะ เราจึงซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อยก็เข้าอยู่ได้เลยนั่นเอง มีราคาเริ่มต้น 5.5-11.9 ล้านบาท
Tower A และ B (รูปแบบการขาย Fully Fitted)
- ตู้เก็บของ
- ตู้เก็บรองเท้า (เฉพาะบางแบบห้อง)
- ชุดเคาน์เตอร์ครัวแบบ Built-in
- ตู้เสื้อผ้าแบบ Built-in พร้อมหน้าบานกระจกใส
- โต๊ะแต่งหน้า (เฉพาะบางแบบห้อง)
- ผ้าม่านแบบทึบ
วัสดุภายในห้อง
– พื้นห้อง : SPC ลายไม้
– พื้นระเบียง : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร
– ความสูงพื้นถึงฝ้า 2.70 เมตร
– ผนังห้องฉาบเรียบทาสีขาว
– ไฟดาวน์ไลท์
– กรอบบานอะลูมิเนียม
– กระจก Low E
– เครื่องปรับอากาศแบบ Concealed Type และ Wall Type (จำนวนชิ้นขึ้นอยู่กับแต่ละแบบห้อง)
– Digital Door Lock จาก HIONE+ รองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Face Scan, Password, Card และ Key
– Air Post โดย Built-in ด้านข้างประตูห้องเป็นช่อง Mail Box สำหรับรับจดหมายและพัสดุ / ช่องเล็กๆสำหรับวางของ / ช่องเก็บของ-วางร่ม
– AirPlus² ระบบถ่ายเทอากาศและควบคุมคุณภาพอากาศ พร้อมหน้าจอแสดง เช่น ค่า CO₂ , PM 2.5 เป็นต้น
วัสดุห้องครัว
– พื้นห้องครัว : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
– เคาน์เตอร์ครัว Top Counter เป็นหินควอตซ์ มี Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง พร้อมหน้าบานตู้บนจาก ALVIC ส่วนตู้ล่างเป็นหน้าบานลามิเนต
– Backsplash : หินควอตซ์
– อ่างล้างจาน จาก TEKA
– ไมโครเวฟแบบ Oven, Hob, Hood (ระบบดูดออกนอกอาคาร) จาก HAFELE
– ชั้นวางของแบบ Pull-down ด้านในตู้เก็บของด้านบน 1 จุด
– ราวแขวนอุปกรณ์ภายในครัว
วัสดุห้องน้ำ
– พื้นและผนัง : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
– อ่างล้างหน้า, ก๊อกน้ำ, โถสุขภัณฑ์, Hand-Rain Shower, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำ จาก KASCH
– เครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น จาก STIEBEL ELTRON
Tower C (รูปแบบการขาย Fully Furnished)
- ชั้นวางทีวีแบบ Built-in
- ตู้เก็บรองเท้า พร้อมหน้าบ้านกระจก
- โต๊ะกลาง + โซฟา
- โต๊ะกินข้าว พร้อมเก้าอี้และโคมไฟแขวนเพดาน
- ผ้าม่านแบบทึบ
- ชุดเคาน์เตอร์ครัวแบบ Built-in
- ฐานเตียงนอน 5 ฟุต พร้อมที่เก็บของด้านล่าง
- ชุดเครื่องนอนทั้งฟูกนอนขนาด 5 ฟุต / หมอน 2 ใบ+ปลอกหมอน / ผ้าปูเตียง / ปลอกผ้านวม+ไส้ผ้านวม
- โต๊ะข้างหัวเตียงทั้ง 2 ฝั่ง
- ตู้เสื้อผ้าแบบ Built-in
- ไฟซ่อนตามมุมต่างๆภายในห้อง
วัสดุภายในห้อง
– พื้นห้อง : SPC ลายไม้
– พื้นระเบียง : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร
– ความสูงพื้นถึงฝ้า 2.60 เมตร
– ผนังห้องฉาบเรียบทาสีขาว
– ไฟดาวน์ไลท์
– กรอบบานอะลูมิเนียม
– กระจก Low E
– เครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type (จำนวนชิ้นขึ้นอยู่กับแต่ละแบบห้อง)
– Digital Door Lock จาก HIONE+ รองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Face Scan, Password, Card และ Key
– Air Post โดย Built-in ด้านข้างประตูห้องเป็นช่อง Mail Box สำหรับรับจดหมายและพัสดุ / ช่องเล็กๆสำหรับวางของ / ช่องเก็บของ-วางร่ม
– AirPlus² ระบบถ่ายเทอากาศและควบคุมคุณภาพอากาศ กรองฝุ่น PM 2.5 ด้วยแผ่นกรอง HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter)
วัสดุห้องครัว
– พื้นห้องครัว : SPC ลายไม้
– เคาน์เตอร์ครัว Top Counter เป็นหินควอตซ์ มี Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง พร้อมหน้าบานตู้บนจาก ALVIC ส่วนตู้ล่างเป็นหน้าบานลามิเนต
– Backsplash : หินควอตซ์
– อ่างล้างจาน, ไมโครเวฟแบบ Oven, Hob, Hood (ระบบดูดออกนอกอาคาร) จาก HAFELE
– ชั้นวางของแบบ Pull-down ด้านในตู้เก็บของด้านบน 1 จุด
– ราวแขวนอุปกรณ์ภายในครัว
วัสดุห้องน้ำ
– พื้น : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
– อ่างล้างหน้า, ก๊อกน้ำ, โถสุขภัณฑ์, Hand-Rain Shower, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำ จาก KASCH
– เครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น จาก STIEBEL ELTRON
**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ
เราจะรีวิวเจาะลึกที่ห้องตัวอย่างของ Tower B ได้แก่ 1 Bedroom (Type 1K) พื้นที่ใช้สอย 51.9 ตร.ม. และ 2 Bedroom (Type 2E2) พื้นที่ใช้สอย 87.7 ตร.ม.
แต่ก็ได้เก็บภาพบรรยากาศห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1J1) พื้นที่ใช้สอย 53.2 ตร.ม. และ 2 Bedroom (Type 2D2) พื้นที่ใช้สอย 102.1 ตร.ม. มาให้ชมด้วยนะคะ แต่ใครอยากดูแบบละเอียดๆ เราก็ได้ไปถ่าย VDO คิดเรื่องอยู่กันมาแล้ว รอติดตามกันได้เลย
รวมถึงก่อนหน้านี้เราก็ได้ไปเก็บภาพบรรยากาศห้องตัวอย่าง 3 ห้องจาก Tower C ได้แก่ ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 34.8 ตร.ม., 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 46.8 ตร.ม. และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 87.2 ตร.ม. ทำให้เท่ากับว่าทุกคนจะได้เห็นห้องตัวอย่างของโครงการนี้ทั้งหมด 7 แบบห้องด้วยกันเลยค่ะ งั้นเราไปดูรายละเอียดแต่ละแบบห้องกันเลย
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1K) พื้นที่ใช้สอย 51.9 ตร.ม. (Tower B)
ห้องตัวอย่างห้องแรกที่เราพามาดูกันจะเป็น 1 Bedroom (Type 1K) พื้นที่ใช้สอย 51.9 ตร.ม. ซึ่งเป็นห้องพักใน Tower B จึงมีรูปแบบการขายเป็น Fully Fitted นะคะ ส่วนจุดเด่นของห้องนี้อยู่ที่ “พื้นที่ Open Plan ขนาดใหญ่ และแบ่งห้องนอนเป็นสัดส่วน” ทำให้สามารถอยู่อาศัย 1-2 ได้สบาย ไม่อึดอัดและใช้งานได้ง่าย นอกจากนั้นเป็นตำแหน่งที่หันไปทางทิศตะวันออก จึงไม่โดนแดดโดยตรง ถึงแม้จะมี Tower C บล็อกวิวส่วนนึง แต่ยังได้วิวเมืองมุมสูงนะ
- Open Plan เชื่อมพื้นที่ครัว พื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่นอยู่บริเวณเดียวกัน
- ห้องนอน กั้นเป็นสัดส่วน มีพื้นที่ด้านข้างเป็นมุมทำงานได้
- พื้นที่ Walk-in Closet วางตู้เสื้อผ้าได้ 2 ฝั่ง เก็บเสื้อผ้าได้เยอะ
- ห้องน้ำ ใกล้พื้นที่ Walk-in Closet จึงใช้งานได้ต่อเนื่อง
- ระเบียง มีกั้นแบ่งโซน Service เรียบร้อย
ประตูห้องพัก
เรามาเริ่มกันที่ บริเวณด้านหน้าห้องพัก กันเลยนะคะ โดยจะมีหน้าตาประตูห้องพักเหมือนภาพด้านบน รวมถึงติดตั้ง Digital Door Lock จาก HIONE+ รองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Face Scan, Password, Card และ Key ทำให้ใช้งานได้สะดวก
นอกจากนั้นยังมีออกแบบ Air Post เป็น Built-in อยู่ด้านข้างประตูห้อง โดยเป็นช่อง Mail Box สำหรับรับจดหมายและพัสดุด้วยนะ พอเราอยู่ในห้องก็สามารถหยิบจดหมายได้เลย รวมถึงมีออกแบบเป็นช่องเล็กๆสำหรับวางของและด้านล่างจะมีช่องเก็บของ-วางร่มอีกจุดด้วยค่ะ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เรามักจะเห็นในคอนโดของ Land & Houses นั่นเอง
Common Area
เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับ Common Area ขนาดใหญ่ 2.80×7.45 เมตร ด้วยการออกแบบเป็น Open Plan เชื่อมพื้นที่ครัว พื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่น อยู่บริเวณเดียวกันเลย มีข้อดีที่ได้บรรยากาศภายในห้องที่โปร่งโล่ง, จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นและใช้งานได้ต่อเนื่องกันด้วย
สำหรับวัสดุปูพื้นเลือกใช้เป็น SPC ลายไม้ มีคุณสมบัติที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน นอกจากนั้นยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อเปิดประตูเข้าห้องพักมาเลย ส่วนผนังห้องจะฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์, กรอบบานอะลูมิเนียมและกระจก Low E มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.70 เมตร ถือว่ามีความสูงมากกว่าของคอนโดทั่วไป (ความสูง 2.40 เมตร) จึงได้บรรยากาศภายในห้องที่โปร่งสบายค่ะ
ทางโครงการได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Concealed Type และ AirPlus² ระบบถ่ายเทอากาศและควบคุมคุณภาพอากาศ พร้อมหน้าจอแสดง เช่น ค่า CO₂ , PM 2.5 เป็นต้น เพื่อให้ลูกบ้านได้อากาศสดชื่นและบริสุทธิ์ ซึ่งตามมาตรฐานจะได้เป็นสีขาวนะคะ แต่ห้องตัวอย่างได้ตกแต่งเป็นสีดำ
ทางโครงการได้ Built-in ตู้เก็บของ ใกล้ๆกับประตูห้องเลยนะ โดยจะมีหน้าบานเป็นกระจกเงาและมีชั้นวางของ-ลิ้นชักเหมือนห้องตัวอย่างเลยค่ะ ก็ทำให้เราสามารถเก็บรองเท้า กระเป๋าใบใหญ่หรือของต่างๆได้เยอะดีเลย ส่วนตัวเราชอบที่หน้าบานตู้เป็นกระจกให้เราเช็กเสื้อผ้าหน้าผมก่อนออกจากห้องได้ด้วยค่ะ
พื้นที่ครัว
พื้นที่ครัว จะอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าห้อง โดยออกแบบเป็นครัวแบบเปิด ขนาดประมาณ 2.80×3.00 เมตร พร้อม Built-in ชุดเคาน์เตอร์ครัวและพัดลมดูดอากาศมาให้เรียบร้อย สำหรับเราจึงมองว่าห้องนี้เหมาะกับคนที่ไม่ได้ทำอาหารจริงจังหรือประจำ แต่ก็ยังสามารถเตรียมอาหารง่ายๆได้สะดวก
ชุดเคาน์เตอร์ครัว
ทางโครงการได้ Built-in เคาน์เตอร์ครัว เป็นรูปตัว L มี Top เป็นหินควอตซ์ที่มีความทนทาน พร้อมตู้เก็บของด้านบน-ล่าง โดยหน้าบานตู้บนจาก ALVIC ส่วนตู้ล่างเป็นหน้าบานลามิเนต จึงทนต่อรอยขีดข่วนและความชื้น
นอกจากนั้นยังมีติดตั้งชั้นวางของแบบ Pull-down ด้านในตู้เก็บของด้านบน 1 จุด พร้อมโช้คให้ดึงลงมาใช้งานได้สะดวก ทำให้คนตัวเล็กๆก็สามารถเอื้อมหยิบของจากที่สูงได้ง่ายดีค่ะ
ส่วนพื้นที่บนเคาน์เตอร์ก็กว้างและติดตั้งอ่างล้างจาน จาก TEKA พร้อม ไมโครเวฟแบบ Oven, Hob, Hood (ระบบดูดออกนอกอาคาร) จาก HAFELE รวมถึงมี Backsplash เป็นหินควอตซ์ จึงเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายและมีพวกราวแขวนอุปกรณ์ภายในครัวมาให้เรียบร้อยเลย
ใกล้ๆกับพื้นที่ครัวก็จะมี พื้นที่นั่งรับประทานอาหาร จึงจัดเสิร์ฟอาหารได้ง่ายดี สามารถตั้งเป็นโต๊ะพร้อมเก้าอี้ 2-4 ตัวได้เลยค่ะ อีกทั้งยังใช้เป็นพื้นที่นั่งทำงานเหมือนที่ห้องตัวอย่างตกแต่งให้ดูเป็นไอเดียได้ด้วยนะ
พื้นที่นั่งเล่น
ถัดมาจะเป็น พื้นที่นั่งเล่น ขนาดประมาณ 2.80×3.80 เมตร โดยเราสามารถตกแต่งเหมือนห้องตัวอย่างได้ ฝั่งนึงจะตั้งเป็นชั้นวางทีวี ส่วนอีกฝั่งก็เป็นโซฟายาว พร้อมโต๊ะกลางและโต๊ะด้านข้าง โดยจะมีระยะดูทีวีอยู่ที่ 2.50 เมตร จึงตั้งทีวี 50 นิ้วขึ้นไปได้นะคะ
นอกจากนั้นสิ่งที่เราชอบก็คือทางโครงการจะออกแบบห้องนี้ยื่นออกจากตัวอาคารนิดนึง จึงมีผนังฝั่งนึงไม่ติดกับเพื่อนบ้าน ทำให้ได้ช่องแสงมาจากทั้ง 2 ฝั่งเลยนั่นเอง ทำให้นอกจากจะเปิดรับแสงธรรมชาติมาจากทางระเบียงแล้ว ยังมีหน้าต่างที่อยู่ด้านข้างห้อง ช่วยดึงแสงเข้ามา ช่วยให้ห้องดูสว่างและน่าอยู่มากขึ้นด้วยค่ะ
ระเบียง
ระเบียง จะอยู่ถัดจากพื้นที่นั่งเล่นเลย โดยมีขนาด 1.30×2.05 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร จึงทำความสะอาดได้ง่าย นอกจากนั้นเราชอบที่มีแบ่งพื้นที่ระเบียงบางส่วนเป็นโซน Service โดยเฉพาะ สำหรับ Condensing Unit พร้อมกั้นด้วยประตูระแนง ช่วยพรางสายตาให้ดูเรียบร้อยและระบายความร้อนจาก Condensing Unit ได้สบาย
ด้วยตำแหน่งห้องพักนี้จะหันเข้าเมือง ทำให้ถึงแม้จะถูก Tower C บล็อกวิวไปบางส่วน แต่ก็ยังเปิดรับ City view มุมสูงได้อยู่นะคะ
ทางโครงการออกแบบห้องตัวอย่างนี้มาในสไตล์เท่ๆแบบผู้ชาย จึงเลือกใช้โทนสีในห้องเป็นสีดำ-ขาว เพื่อเป็นไอเดียให้ทุกคนไปแต่งตามกันได้ค่ะ
ต่อมาเราไปดูอีกฝั่งของห้องกัน โดยจะเป็น ห้องนอน, พื้นที่ Walk-in Closet และห้องน้ำ นั่นเอง
ห้องนอน
ห้องนอน มีขนาด 3.25×4.85 เมตร โดยสามารถวางเตียงนอน 5-6 ฟุตได้ จะมีพื้นที่ด้านข้างเตียงกว้างประมาณ 1.75 เมตร จึงตั้งโต๊ะทำงานหรือเล่นเกมเหมือนห้องตัวอย่างได้เลย แต่ใครที่อยากติดตั้งทีวีไว้ในห้องนอน เราก็แนะนำให้ใช้เป็นทีวีแบบแขวนแทน เพราะหากตั้งเป็นชั้นวางทีวีก็จะเหลือพื้นที่ปลายเตียงไม่มากนัก จึงเดินขึ้น-ลงเตียงลำบากค่ะ ส่วนเครื่องปรับอากาศภายในห้องนอนจะเลือกใช้เป็นแบบ Wall Type นะคะ
โซน Walk-in Closet
ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะเป็นโซน Walk-in Closet ที่ทางโครงการจะกั้นประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่เหมือนห้องตัวอย่าง โดยทางโครงการจะ Built-in ตู้เสื้อผ้าพร้อมหน้าบานกระจกใสมาให้ด้วยนะ น่าจะถูกใจสายแฟชั่นหรือคนที่มีเสื้อผ้าเยอะ เพราะมีตู้เสื้อผ้าทั้ง 2 ฝั่งของห้องเลย พื้นที่ยืนแต่งตัวจะอยู่ที่ 1.70 เมตร ส่วนด้านในจะเป็นห้องน้ำจึงทำให้เราใช้งานได้ต่อเนื่องกัน
ห้องน้ำ
ห้องน้ำ ขนาด 1.50×2.90 เมตร ออกแบบพื้นห้องน้ำที่มีระดับเดียวกับพื้นห้องนอน พร้อมรางระบายน้ำแบบเรียบๆตรงประตูห้องน้ำจึงเดินเข้าห้องน้ำได้แบบไม่สะดุด มีการออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกเป็นสัดส่วน ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร พร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้า, ก๊อกน้ำ, โถสุขภัณฑ์, Hand-Rain Shower, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำ จาก KASCH รวมถึงเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น จาก STIEBEL ELTRON นอกจากนั้นยังมีตู้เก็บของด้านล่างอ่างล้างมือ ให้เราเก็บอุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำได้สะดวก
ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 1.00 เมตร พร้อมฝักบัวแบบ Hand-Rain Shower และฉากกั้นกระจกอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นด้วยค่ะ
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2E2) พื้นที่ใช้สอย 87.7 ตร.ม. (Tower B)
ต่อมาเราพามาดูห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2E2) พื้นที่ใช้สอย 87.7 ตร.ม. กันบ้าง เหมาะตั้งแต่คู่รักที่ต้องการมีห้องเพิ่มอีกห้อง แล้วปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งาน รวมไปถึงกลุ่มครอบครัวขนาดเล็กด้วยค่ะ
เรามองว่าห้องนี้โดดเด่นเรื่อง “แบ่งโซนใช้งานร่วมกันและห้องนอนแยกคนละฝั่ง แถมได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา” ด้วยตัวห้องที่หันไปทางทิศเหนือ เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้เต็มตาเลยนะ ส่วนโซนห้องนอนก็ได้ความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ นอกจากนั้นห้องนอนก็มีขนาดใหญ่ดี จึงอยู่ได้ไม่อึดอัด สำหรับแบบห้องนี้จะอยู่ใน Tower B จึงตกแต่งห้องแบบ Fully Fitted ค่ะ
- แบ่งโซนห้องเป็น 2 ฝั่ง โดยพื้นที่ใช้งานร่วมกันและโซนห้องนอนจะอยู่คนละฝั่ง ได้ความเป็นส่วนตัวในการพักผ่อนมากขึ้น
- Common Area ขนาดใหญ่ เชื่อม Foyer, พื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหาร
- ห้องครัวแบบปิด ทำอาหารได้จริงจัง
- ห้องนอน วางเตียง-โต๊ะ-ตู้เสื้อผ้าได้สบาย
- ห้องน้ำ ใกล้ทั้ง Common Area และห้องนอน จึงใช้งานได้ง่าย
- Master Bedroom พร้อมห้องน้ำในตัว มีพื้นที่ภายในห้องกว้าง ตั้งโต๊ะทำงานในห้องได้ พร้อมแบ่งโซน Walk-in Closet มาเรียบร้อย
- ระเบียง ทำเป็นมุมนั่งเล่น มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา
- โซน Service มีพื้นที่ตั้ง Condensing Unit หรือทำเป็นมุมต้นไม้ ตั้งเครื่องซักผ้า-ราวตากผ้าได้
ประตูห้องพัก
ประตูห้องพักทุกยูนิตของโครงการ จะติดตั้ง Digital Door Lock จาก HIONE+ รองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Face Scan, Password, Card และ Key ทำให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายดี ไม่ต้องพกกุญแจหรือ Keycard ให้วุ่นวาย
รวมถึงยังคง Built-in ด้านข้างประตูห้องเป็น Air Post ออกแบบเป็นช่อง Mail Box สำหรับรับจดหมายและพัสดุ / ช่องเล็กๆสำหรับวางของ / ช่องเก็บของ-วางร่มในทุกยูนิตเลยนะ ส่วนตัวแล้วเราชอบมากๆ ถึงแม้จะดูเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องมาติดตั้งชั้นวางของหรือตู้สำหรับเก็บของกระจุกกระจิกพวกนี้ที่ต้องหยิบใช้บ่อยๆค่ะ
Foyer
เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับ Foyer เหมือนเป็นพื้นที่ต้อนรับที่ทางโครงการทำ Built-in ตู้เก็บของและเก็บรองเท้าเหมือนภาพด้านบนมาให้เลย โดยภายในตู้ก็จะมีฝั่งนึงเป็นชั้นเก็บของต่างๆ วางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆได้ ส่วนอีกฝั่งจะเป็นตู้วางรองเท้าที่มีติดตั้งชั้นวางรองเท้าแบบดึงออก หมุนได้ 180 องศา ทำให้เราเก็บรองเท้าได้หลายคู่และช่วยประหยัดพื้นที่ด้วยค่ะ ส่วนหน้าบานตู้ก็จะเป็นกระจกเงาทั้งหมด
Common Area
Common Area เป็นพื้นที่แบบ Open Plan เชื่อม Foyer, พื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารอยู่บริเวณเดียวกัน โดยมีขนาดประมาณ 3.10×6.60 เมตร ทำให้เราได้พื้นที่กว้างๆ สร้างบรรยากาศโปร่งสบายภายในห้อง อีกทั้งยังจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานนั่นเอง
ส่วนวัสดุปูพื้นเป็น SPC ลายไม้ สร้างบรรยากาศความรู้สึกอบอุ่นภายในห้อง อีกทั้งยังทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี ส่วนผนังห้องจะฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์, กรอบบานอะลูมิเนียมและกระจก Low E สำหรับความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.70 เมตรค่ะ
เครื่องปรับอากาศ
ทางโครงการได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Concealed Type บริเวณ Common Area ส่วนภายในห้องนอนจะเลือกใช้เป็นแบบ Wall Type ซึ่งจำนวนชิ้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละแบบห้องนะคะ นอกจากนั้นยังมีติดตั้ง AirPlus² ระบบถ่ายเทอากาศและควบคุมคุณภาพอากาศ พร้อมหน้าจอแสดง เช่น ค่า CO₂ , PM 2.5 เป็นต้น ในทุกยูนิตเลย
พื้นที่นั่งเล่น
พื้นที่นั่งเล่น ขนาดประมาณ 2.70×3.10 เมตร สามารถตั้งชั้นวางทีวีและโซฟายาว พร้อมโต๊ะกลางได้สบายๆ เพราะมีทางเดินผ่านเข้า-ออกกว้าง ส่วนระยะดูทีวีอยู่ที่ 2.40 เมตร จึงเลือกใช้ทีวี 50 นิ้วขึ้นไปได้เลย ส่วนด้านข้างของพื้นที่นั่งเล่นจะเป็นระเบียง จึงเปิดรับแสงธรรมชาติและเปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้จากภายในห้องพักค่ะ
ระเบียง
ถัดจากพื้นที่นั่งเล่นจะเป็น ระเบียง นั่นเอง โดยมีขนาด 0.95×3.35 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ซึ่งเราสามารถใช้เป็นมุมตั้งกระถางต้นไม้แนวยาว เพื่อเพิ่มวิวสีเขียวภายในห้องหรือจะทำเป็นมุมนั่งเล่นเล็กๆ เพื่อมาชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้เหมือนกัน โดยจะได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่เหมือนภาพด้านบนเลยค่ะ
เราชอบที่ทางโครงการมีการกั้นแบ่งโซน Service แยกอีกจุดแล้ว ทำให้เราสามารถใช้งานพื้นที่ระเบียงนี้ได้มากขึ้น แตกต่างจากโครงการอื่นๆที่พอเราแขวน Condensing Unit หรือตั้งเครื่องซักผ้าตรงระเบียงก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใช้งานอย่างอื่นได้แล้วนั่นเอง
ถัดมาเราจะมาดู ห้องครัวและพื้นที่นั่งรับประทานอาหาร ที่อยู่ใกล้ๆกับพื้นที่นั่งเล่นกันต่อนะคะ
พื้นที่นั่งรับประทานอาหาร
พื้นที่นั่งรับประทานอาหาร มีขนาดประมาณ 2.35×3.10 เมตร โดยจะอยู่ใกล้ๆกับ Foyer เลยนั่นเอง ซึ่งเราสามารถตั้งเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ 4 ที่นั่งได้สบายๆ
สำหรับห้องมาตรฐานจะได้เป็นหน้าต่างกระจกแบบ Fixed ตรง Island ของครัว แต่ทางโครงการได้ตกแต่งเป็นหน้าต่างบานเฟี้ยมที่เปิด-ปิดได้ เพื่อเป็นไอเดียให้ทุกคนไปปรับใช้กันนั่นเอง ซึ่งเราว่าก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะได้ความต่อเนื่องจากห้องครัวดี เวลาจัดเสิร์ฟอาหารต่างๆก็ง่ายเลยค่ะ
ห้องครัว
ทางโครงการจะออกแบบ ห้องครัวแบบปิด ขนาด 2.20×4.45 เมตร กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนที่มีกรอบบานประตูบางมากๆเลยนะ ตอนเราเปิด-ปิดนี้แทบไม่เห็นความแตกต่างค่ะ (ดูจากภาพด้านบนได้เลย) ส่วนภายในห้องก็ Built-in เคาน์เตอร์ครัวและ Island มาให้เรียบร้อย มีพื้นที่ยืนประกอบอาหารประมาณ 1.20 เมตร นอกจากนั้นยังติดตั้งพัดลมดูดอากาศด้วยนะคะ หรือจริงๆจะเปิดระบายอากาศไปทางระเบียงโซน Service ก็ได้เหมือนกันค่ะ
ชุดเคาน์เตอร์ครัว
เคาน์เตอร์ครัว ออกแบบเป็นรูปตัว I มี Top เป็นหินควอตซ์ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อการใช้งาน พร้อมตู้เก็บของด้านบนที่มีหน้าบานตู้จาก ALVIC ส่วนตู้เก็บของด้านล่างจะเป็นหน้าบานลามิเนตที่ทนต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี นอกจากนั้นภายในตู้เก็บของด้านบนมีติดตั้งชั้นวางของแบบ Pull-down ให้ดึงชั้นวางของลงมา จึงเอื้อมหยิบได้ง่าย
ทางโครงการยังติดตั้งอ่างล้างจาน จาก TEKA และ ไมโครเวฟแบบ Oven, Hob, Hood (ระบบดูดออกนอกอาคาร) จาก HAFELE รวมถึงมี Backsplash เป็นหินควอตซ์และราวแขวนอุปกรณ์ภายในครัวมาให้ครบ
ส่วน Island ที่อยู่อีกฝั่งของห้องครัวก็ให้มาด้วยนะ มี Top เป็นหินควอตซ์ พร้อมตู้เก็บของด้านล่างมาให้เก็บอุปกรณ์ครัวและวัตถุดิบต่างๆได้เยอะเลยค่ะ
ระเบียงโซน Service
ถัดจากห้องครัวจะมีประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยัง ระเบียงโซน Service มีขนาด 1.60×2.15 เมตร ที่ทางโครงการได้ออกแบบสำหรับ Service โดยเฉพาะ จะแขวน Condensing Unit อยู่ด้านบน มีพื้นที่ด้านล่างใช้เป็นพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้า-อบผ้าหรือตั้งราวตากผ้าได้สบายๆเลย รวมถึงออกแบบเป็นระแนง ให้สามารถระบายความร้อนได้ แต่ยังคงได้ความสวยงามเมื่อมองจากด้านนอกอาคารค่ะ
เราจะพาไปดูอีกฝั่งของห้องกันบ้าง โดยจะมีทางเดินกว้างประมาณ 1.25 เมตรเชื่อมไปยัง โซนห้องนอน 2 ห้องและห้องน้ำส่วนกลาง นั่นเอง
ห้องนอน
ห้องนอน มีขนาดประมาณ 2.55×3.85 เมตร เราสามารถวางเตียง 5-6 ฟุต พร้อมโต๊ะอ่านหนังสือและตู้เสื้อผ้าได้สบายๆเลยนะ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีลูก ก็สามารถใช้เป็นห้องอเนกประสงค์ ปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานเลยค่ะ อย่างห้องตัวอย่างก็ทำเป็นห้องทำงานหรือห้องงานอดิเรก เล่นดนตรีได้เหมือนกัน ส่วนด้านข้างก็จะเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสง+วิวแม่น้ำนั่นเอง
ห้องน้ำส่วนกลาง
ห้องน้ำส่วนกลาง จะตั้งอยู่ใกล้ๆทั้ง Common Area และห้องนอน จึงแชร์การใช้งานร่วมกันได้ง่าย โดยมีขนาดอยู่ที่ 2.20×2.55 เมตร ที่มีการออกแบบคล้ายกับห้องน้ำของห้องก่อนหน้านี้ ทั้งพื้นห้องน้ำ พร้อมรางระบายน้ำเรียบเสมอพื้นด้านนอก, แบ่งโซนแห้ง-เปียกชัดเจน, เลือกพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
สำหรับสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก KASCH พร้อมเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น จาก STIEBEL ELTRON รวมถึงมีตู้เก็บของด้านล่างอ่างล้างมือมาให้เรียบร้อย ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 1.00 เมตร พร้อม Hand-Rain Shower และฉากกั้นกระจกอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นนั่นเอง
แต่การออกแบบที่เราชอบก็คือการเจาะผนังกำแพงตรงพื้นที่อาบน้ำ เพื่อวางอุปกรณ์อาบน้ำต่างๆได้ด้วยนะ เราจึงหยิบใช้ได้สะดวกดี
Master Bedroom
ถัดมาเป็น Master Bedroom ขนาด 3.00×7.70 เมตร สามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบายๆ มีพื้นที่รอบเตียงเดินผ่านสะดวก บริเวณหัวเตียงทั้ง 2 ฝั่งก็สามารถตั้งโต๊ะเล็กๆไว้วางมือถือ Tablet หรือหนังสือก่อนนอน อีกทั้งพอติดตั้งเป็นทีวีแบบแขวน ก็จะมีระยะเดินผ่านปลายเตียงง่ายขึ้น
ส่วนผนังด้านข้างของห้องจะเป็นหน้าต่างขนาดใหญ่สูงจากพื้นถึงเพดานแบบ Full Height ได้แสงธรรมชาติเข้าเต็มที่ อีกทั้งเวลานอนอยู่บนเตียงก็เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้กว้าง
เราสามารถ Built-in พวกชั้นวางของต่างๆภายในห้องเพิ่มได้เหมือนกันนะ ช่วยให้เราเก็บของได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ห้องดูสะอาดตาดี
วันเวลา ณ เจ้าพระยา-87-70
ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะมีพื้นที่ให้เราทำเป็นมุมนั่งแต่งหน้าหรือโต๊ะทำงานได้ แต่ทางโครงการได้ออกแบบเป็นชั้นวางของ รวมถึงทำเป็น Safe Room สำหรับเก็บสิ่งของมีค่าต่างๆ เพื่อเป็นไอเดียให้ทุกคนไปปรับใช้ได้นะคะ
บริเวณด้านหน้าห้องน้ำจะเป็น พื้นที่ Walk-in Closet ที่ทางโครงการจะ Built-in ตู้เสื้อผ้าพร้อมหน้าบานกระจกใสที่มีหน้าตาเหมือนห้องตัวอย่าง โดยจะเหลือพื้นที่ยืนแต่งตัวกว้างประมาณ 0.95 เมตรค่ะ
Master Bathroom
Master Bathroom มีขนาด 1.60×3.20 เมตร ก็ออกแบบเหมือนห้องน้ำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นและรางระบายน้ำแบบเรียบๆ พร้อมแบ่งโซนแห้ง-เปียกมาเป็นสัดส่วน ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
ส่วนสุขภัณฑ์ในห้องน้ำอย่างอ่างล้างหน้า, ก๊อกน้ำ, โถสุขภัณฑ์, Hand-Rain Shower, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำ เลือกใช้จาก KASCH ส่วนเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น จาก STIEBEL ELTRON อีกทั้งมีตู้เก็บของด้านล่างอ่างล้างมือ สำหรับพื้นที่อาบน้ำก็มีความกว้างประมาณ 1.00 เมตร ติดตั้ง Hand-Rain Shower และฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาให้ครบค่ะ
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1J1) พื้นที่ใช้สอย 53.2 ตร.ม.
เราได้เก็บภาพบรรยากาศของห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1J1) พื้นที่ใช้สอย 53.2 ตร.ม. มาให้ชมกันด้วยนะคะ โดยจะมีการจัดวางฟังก์ชันภายในห้องคล้ายกับห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1K) พื้นที่ใช้สอย 51.9 ตร.ม. ที่เราพาไปเจาะลึกกันมาก่อนหน้านี้เลย แต่แบบห้องนี้จะได้เป็นห้องครัวแบบปิดแทน จึงทำอาหารได้ง่ายมากขึ้น
Common Area
ภาพบรรยากาศของ ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1J1) พื้นที่ใช้สอย 53.2 ตร.ม.
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2D2) พื้นที่ใช้สอย 102.1 ตร.ม.
สำหรับห้อง 2 Bedroom ที่เราได้เก็บภาพมาฝากกันจะเป็น ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2D2) พื้นที่ใช้สอย 102.1 ตร.ม. ที่มีการออกแบบฟังก์ชันภายในห้องคล้ายกับห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2E2) พื้นที่ใช้สอย 87.7 ตร.ม. เลย แต่จะเป็นตำแหน่งหันไปทางทิศใต้ ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา + สะพานซังฮี้ + สะพานพระราม 8 ค่ะ
Common Area
ภาพบรรยากาศของ ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom (Type 2D2) พื้นที่ใช้สอย 102.1 ตร.ม.
สำหรับใครที่อยากชมบรรยากาศห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type 1J1) พื้นที่ใช้สอย 53.2 ตร.ม. และ 2 Bedroom (Type 2D2) พื้นที่ใช้สอย 102.1 ตร.ม. แบบละเอียดมากขึ้น ทาง Think of Living ก็ได้ถ่าย VDO คิดเรื่องอยู่โครงการนี้ด้วย รอติดตามกันได้เร็วๆนี้ค่ะ
อย่างที่เราได้เกริ่นไปว่าเราได้ไปเก็บภาพบรรยากาศ ห้องตัวอย่าง 3 ห้องจาก Tower C กันมาก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้เท่ากับว่าทุกคนจะได้เห็นภาพบรรยากาศจริงของห้องตัวอย่างในรีวิวนี้ทั้งหมด 7 ห้องเลยค่ะ
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 34.8 ตร.ม.
Open Plan ห้องนั่งเล่น - พื้นที่ทานอาหาร - Pantry ครัว
ภาพบรรยากาศของ ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 34.8 ตร.ม.
ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 46.8 ตร.ม.
1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 46.8 ตร.ม.
ภาพบรรยากาศของ ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 46.8 ตร.ม.
ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 87.2 ตร.ม.
2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 87.2 ตร.ม.
ภาพบรรยากาศของ ห้องตัวอย่าง 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 87.2 ตร.ม.
ราคา
Wanvayla Na Chaophraya (วันเวลา ณ เจ้าพระยา) ราคาเท่าไหร่ (ณ วันที่ 15 กันยายน 2569)
ราคาผ่อนต่อเดือนยกตัวอย่างจาก ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาผ่อน 30 ปี*
สามารถคลิกดูอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ที่ >> อัปเดต! ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ทุกธนาคาร
Tower A และ B
- 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 46.8-53.2 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 5.89 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 28,119.76 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 3,276-3,724 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 32,760-37,240 บาท - 2 Bedroom 2 Bathroom พื้นที่ใช้สอย 86.7-103.5 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 15.9 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 75,909.03 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 6,069-7,245 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 60,690-72,450 บาท - 3 Bedroom 4 Bathroom พื้นที่ใช้สอย 185.4-186.1 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 152,772.89 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 12,978-13,027 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 129,780-130,270 บาท - Penthouse (3 Bedroom / 4 Bathroom / 1 Maid / Private Lift) พื้นที่ใช้สอย 264.2 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 60 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 289,449.18 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 18,494 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 184,940 บาท
Tower C
- 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 34.5-45 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 26,257.84 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 2,415-3,150 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 24,150-31,500 บาท - 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 69.7-90.4 ตร.ม.
– ราคาเริ่มต้น 11.9 ล้านบาท
– ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 56,812.42 บาท
– ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 4,879-6,328 บาทต่อเดือน
– ค่ากองทุนเริ่มต้น 48,790-63,280 บาท - รูปแบบการขาย Tower A และ B แบบ Fully Fitted / Tower C แบบ Fully Furnished
- ค่าจอง 1 Bedroom 50,000 บาท / 2 Bedroom 100,000 บาท
- สอบถามค่ากองทุน 700 บาท/ตร.ม.
- ค่าส่วนกลาง 70 บาท/ตร.ม./เดือน
**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ
Tips : แนะนำการขอสินเชื่อกับธนาคาร
เกณฑ์การพิจารณาการขอสินเชื่อจากธนาคาร ควรมีเงื่อนไขตรงกับข้อไปนี้ค่ะ
- มีรายรับชัดเจน สม่ำเสมอ(ไม่ผันผวน) ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน และสามารถตรวจสอบได้
- ควรมีภาระหนี้รวมทั้งหมด (ทั้งบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต และอื่นๆ) ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
- มีรายได้ต่อเดือนมากกว่าค่าผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3 เท่าขึ้นไป
หากต้องการผ่อนบ้านให้หมดไว แนะนำให้โปะเพิ่มประมาณ 10% ของงวดผ่อน จะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้ 4 – 7 ปี (ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย) และควร Refinance หรือ Retention เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงทุกๆ 3 ปี ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและตกแต่ง*ก่อนเข้าอยู่เพิ่มเติมด้วยนะคะ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
>>โปะบ้านหมดไว คำนวณได้เอง
>>โอนบ้านจบ อย่าใช้เงินหมด! ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ
บทสรุป
ทำเล :
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา เป็น Riverfront Condo ที่ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านสามเสน – ดุสิต ซึ่งมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการเลย โดยมีทางเข้า-ออกโครงการจะอยู่ติดถนนสามเสน ใกล้ๆกับโรงเรียนราชินีบน ดังนั้นจึงน่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้ปกครองที่ซื้อคอนโดเพื่อใกล้โรงเรียนลูกๆ รวมถึงคนที่ทำงานบนโซนนี้และเหล่า Retirement ที่อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณใน Riverfront Condo อีกทั้งในแง่การลงทุนปล่อยเช่า-ขายต่อในอนาคตด้วย
ความอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร Local หรือร้านเก่าแก่ ส่วนห้างใหญ่ๆใกล้ๆโครงการก็จะมี Community Mall อย่าง Supreme Complex ห่างประมาณ 180 เมตร, Makro สามเสน ห่าง 330 เมตร หรือขยับออกไปหน่อยก็มี Market Place ดุสิต สำหรับโรงเรียนชื่อดังก็มีหลายแห่ง อย่างโรงเรียนราชินีบนก็ห่างประมาณ 150 เมตร หรือโรงพยาบาลก็มีหลากหลายค่ะ
การเดินทางโดยใช้รถ :
ทางเข้า-ออกโครงการตั้งอยู่ติดถนนสามเสน สามารถเชื่อมถนนหลายสาย เช่น ถนนอำนวยสงคราม, ราชวิถี, พระราม 5, ศรีอยุธยา, ประดิพัทธ์และประชาราษฎร์สาย 1 เป็นต้น อีกทั้งยังมีสะพานข้ามฝั่งแม่น้ำอยู่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสะพานกรุงธน (ซังฮี้), สะพานพระราม 8 และสะพานเกียกกายในอนาคต สำหรับทางพิเศษศรีรัช ด่านคลองประปา ก็อยู่ไม่ไกล จึงเดินทางเข้า-ออกเมืองได้สะดวกสบาย
พื้นที่จอดรถของโครงการเป็นแบบ Conventional Parking ช่องจอดปกติประมาณ 1,290 คัน คิดเป็น 91% (ไม่รวมซ้อนคัน) ซึ่งถือว่าให้มาเยอะมากๆเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นยังมีช่องจอดมอเตอร์ไซค์ 20 คันและจักรยาน 30 คันด้วยค่ะ
การเดินทางโดยไม่ใช้รถ :
ถือว่าสะดวกมากๆ เพราะใกล้ MRT สายสีม่วงใต้ สถานีศรีย่าน 100 เมตรเท่านั้น จึงเดินมาขึ้นรถไฟฟ้าได้ง่ายเลย อีกทั้งนั่งต่อไปเพียง 2 สถานีก็เป็นจุด Interchange Station กับ MRT สีน้ำเงิน สถานีเตาปูน แต่ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้นี้ยังคงอยู่ในระหว่างก่อสร้าง คาดเปิดบริการในปี 2573 นะคะ รวมถึงด้วยความเป็น Riverfront Condo จึงมีท่าเรือเขียวไข่กา ห่างประมาณ 440 เมตร เป็นตัวเลือกในการเดินทางด้วยค่ะ
วัสดุ :
รูปแบบการขายของ Tower A และ B จะเป็นแบบ Fully Fitted จึงสามารถตกแต่งห้องและเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ได้ตามไลฟ์สไตล์เลย ส่วน Tower C จะขายแบบ Fully Furnished ที่ตกแต่งห้องมาครบมากๆ รวมไปถึงพวกชุดเครื่องนอนเลยนะ ทำให้เราสามารถย้ายเข้าอยู่ได้เลยนั่นเอง
ส่วนวัสดุปูพื้นจะเป็น SPC ลายไม้และกระเบื้องพอร์ซเลน / ผนังและฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟดาวน์ไลท์ / เคาน์เตอร์ครัว Top Counter เป็นหินควอตซ์ มี Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง พร้อมหน้าบานตู้บนจาก ALVIC ส่วนตู้ล่างเป็นหน้าบานลามิเนต รวมถึงติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าจาก TEKA และ HAFELE / สุขภัณฑ์ในห้องน้ำจาก KASCH / เครื่องปรับอากาศแบบ Concealed Type และ Wall Type (จำนวนชิ้นขึ้นอยู่กับแต่ละแบบห้อง) นอกจากนั้นยังมี Air Post เป็นช่อง Mail Box สำหรับรับจดหมาย เก็บของ-วางร่ม และ AirPlus² ระบบถ่ายเทอากาศและควบคุมคุณภาพอากาศ พร้อมหน้าจอแสดงด้วย
การออกแบบ :
ออกแบบเป็น Riverfront Condo 1 อาคาร รวม 1,414 ห้อง แบ่งเป็น 5 Tower ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการ จึงได้บรรยากาศวิวแม่น้ำเจ้าพระยากว้างๆแบบ Panorama ซึ่งพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเกือบตลอดแนวในย่านนี้จะเต็มไปด้วยหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทำให้ Riverfront Condo อย่างโครงการนี้จึงเป็น Product หายากบนทำเลค่ะ
พื้นที่ส่วนกลางจะเน้นบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยการออกแบบ Riverview & Riverfront Facilities เพื่อได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่อง 130 เมตร ประกอบกับพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ภายในโครงการประมาณ 4.8 ไร่ สำหรับพื้นที่ส่วนกลางส่วนใหญ่ก็จะอยู่บริเวณ Tower A และ B ทำให้ลูกบ้านของทั้ง 2 อาคารนี้มาใช้งานง่าย
แบบห้องของโครงการก็มีให้เลือกเยอะ ตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse พื้นที่ใช้สอย 34.5-264.2 ตร.ม. ซึ่งถือว่ามีห้องเริ่มต้นขนาดใหญ่กว่าคอนโดทั่วไป จึงสามารถอยู่คนเดียว เป็นคู่รักหรือครอบครัวขนาดเล็ก-ใหญ่ได้สบายๆ รวมถึงด้วยตัวโครงการที่เป็น Riverfornt Condo จึงมีห้องหลายตำแหน่งที่เปิดรับวิวแม่น้ำเลย
สาธารณูปโภค :
พื้นที่ส่วนกลางจะออกแบบอยู่ที่ชั้น 1 เป็นฟังก์ชันต้อนรับ-พักผ่อนและเน้นเป็น Riverview & Riverfront Facilities เพื่อได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งมีพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ภายในโครงการประมาณ 4.8 ไร่ ทำให้เรามานั่งเล่นพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้ ส่วนชั้น 5 จะเป็น Main Facilities ที่มีสระว่ายน้ำยาว 57 เมตร พร้อมสวนสีเขียวขนาดใหญ่อีกจุด และชั้น 6 จะเป็น Active Facilities สำหรับชั้น 43 ก็จะเป็น Sky Lounge เปิดรับวิวแม่น้ำมุมสูงนั่นเอง
Judgement
การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้
ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%
เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 110,000-160,000 บาท/ตร.ม., 15 กันยายน 2569
MAIN-UPPER CLASS
| หมวดหมู่ | คะแนน |
หมายเหตุ |
| ทำเล | 9/10 | ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านสามเสน – ดุสิต โดยรอบเป็นร้านค้า ร้านอาหาร |
| เดินทางด้วยรถยนต์ | 9/10 | ติดถนนสามเสน พร้อมพื้นที่จอดรถประมาณ 91% |
| เดินทางด้วยรถสาธารณะ | 9.5/10 | ใกล้ MRT ศรีย่าน 100 เมตร มีท่าเรือเขียวไข่กาเป็นตัวเลือกในการเดินทาง |
| วัสดุ | 8.75/10 | Fully Fitted (Tower A-B) และ Fully Furnished (Tower C) ค่อนข้างดีตามมาตรฐานของระดับราคา |
| การออกแบบ | 9.5/10 | Riverfront Condo มีแบบห้องเยอะ ได้วิวแม่น้ำจากในห้องพัก |
| สาธารณูปโภค | 9/10 | เน้น Riverview & Riverfront Facilities พร้อมพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ |
| รวมคะแนน | 9.08 | จาก 10 คะแนน |
Wanvayla Na Chaophraya (วันเวลา ณ เจ้าพระยา) ดีไหม?
โครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา เหมาะกับคนที่อยากอยู่อาศัยใน Riverfront Condo ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ปกครองซื้อให้ลูกๆอยู่อาศัยใกล้โรงเรียน, คนที่ทำงานในย่านนี้รวมไปถึงกลุ่ม Retirement ที่อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณใน Riverfront Condo อีกทั้งยังชอบบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะเน้นเป็น Riverview & Riverfront Facilities ได้บรรยากาศริมแม่น้ำยาวประมาณ 130 เมตร พร้อมพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ประมาณ 4.8 ไร่ ส่วนตัวห้องก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง Penthouse จึงเลือกได้ตรงตามไลฟ์สไตล์เลย มีงบประมาณเริ่มต้นที่ 5.5-60 ล้านบาทหรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนที่ 26,257.84-289,449.18 บาท
ตัวอย่างโครงการคอนโดริมแม่น้ำ / คอนโดวิวแม่น้ำ
- Reference BAIE River Bangpho (เรฟเฟอเรนซ์ เบย์ ริเวอร์ บางโพ)
- Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ)
- Modiz Collection BangPho (โมดิซ คอลเลคชั่น บางโพ)
- Life Charoennakhon-Sathorn ( ไลฟ์ เจริญนคร – สาทร)
- LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร)
- Chapter Charoenkrung-Riverside (แชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์)
- SEVEN9EIGHT Rama 3 (เซเว่น ไนน์ เอท พระราม 3)
- Rhythm Charoennakhon Iconic (ริธึ่ม เจริญนคร ไอคอนิค)
Think of Living รวบรวมมาให้แล้ว!
โครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ในทำเลทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในทุกๆเดือนย้อนหลัง ใครที่กำลังมองหาบ้านห้ามพลาด อาจจะมีโครงการในราคาและทำเลที่เพื่อนๆ ตามหาอยู่ก็เป็นได้นะ
เข้ามาชมบทความรายเดือนได้เลย คลิกที่นี่











