ครึ่งปีแรกอสังหาฯ ไทย: รายได้บางเจ้าโตแรง แต่กำไรบอกชัดว่า “ตลาดยังไม่ได้ฟื้นทั้งระบบ”
ถ้าดูตัวเลขผลประกอบการครึ่งปีแรกของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่รวบรวมมา ภาพรวมที่เห็นค่อนข้างชัดคือ ตลาดอสังหาฯ ไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวแบบเลือกกลุ่ม

บางบริษัททำรายได้โตได้ดี บางบริษัทกำไรฟื้นแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายบริษัทยังถูกกดดันจากยอดขายแนวราบ กำลังซื้อที่ยังอ่อน สินเชื่อบ้านที่ยังเข้มงวด และการแข่งขันด้านราคาที่ทำให้มาร์จิ้นบางลง

พูดง่าย ๆ คือ ตัวเลขครึ่งปีแรกไม่ได้บอกว่า “อสังหาฯ ฟื้นแล้ว” แต่กำลังบอกว่า
บริษัทที่มีคอนโดพร้อมโอน มี Backlog รองรับ หรือมีรายได้ประจำช่วยพยุง จะดูดีกว่าบริษัทที่พึ่งยอดขายบ้านแนวราบและลูกค้ากู้ซื้อเป็นหลัก

AP ยังเป็นเบอร์ต้นด้านรายได้ ส่วน SPALI เด่นสุดด้านกำไร
ถ้าเรียงจากรายได้ครึ่งปีแรก AP Thailand ยังเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดในกลุ่มที่รวบรวมมา โดยมีรายได้ 20,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ขณะที่กำไรอยู่ที่ 1,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AP ยังรักษาขนาดธุรกิจได้ค่อนข้างดี รายได้โตต่อเนื่อง แม้กำไรจะโตช้ากว่ารายได้ ซึ่งอาจสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนหรือการแข่งขันในตลาดที่ยังสูง

แต่ถ้าดูฝั่งกำไร บริษัทที่โดดเด่นคือ Supalai ที่มีรายได้ครึ่งปีแรก 11,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 4% แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 36%

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า รายได้โตไม่มาก แต่กำไรโตได้ หากบริษัทมีปัจจัยช่วย เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนร่วมค้า โดยเฉพาะโครงการในออสเตรเลีย และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มแรงกว่ารายได้มาก

พูดอีกแบบคือ SPALI ไม่ได้เด่นที่ยอดขายโตแรง แต่เด่นที่คุณภาพกำไรและแรงหนุนจาก JV

SC และ AssetWise โตแรงจากการโอนคอนโด
บริษัทที่ตัวเลขรายได้โตเด่นในครึ่งปีแรกคือ SC และ AssetWise

SC มีรายได้ 10,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน และมีกำไร 788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จุดสำคัญคือรายได้เติบโตจากการเริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการแนวสูงที่เข้ามาช่วยดันรายได้อย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้บอกว่า ในช่วงที่ตลาดแนวราบเริ่มเหนื่อย การมีคอนโดพร้อมโอนหรือโครงการใหม่เริ่มรับรู้รายได้ สามารถเปลี่ยนภาพผลประกอบการได้มาก

ส่วน AssetWise มีรายได้ 5,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% และมีกำไร 792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98% ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตแรงที่สุดในตาราง ทั้งรายได้และกำไร

ภาพของ AssetWise สะท้อนว่า บริษัทที่มีรอบการโอนโครงการเข้ามาถูกจังหวะ สามารถทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกกระโดดได้ แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ยังไม่ง่าย

Sansiri และ LH ถูกกดดันจากยอดขายโครงการ โดยเฉพาะแนวราบ
ในฝั่งบริษัทขนาดใหญ่ที่ถูกกดดันชัดเจนคือ Sansiri และ Land & Houses

Sansiri มีรายได้ครึ่งปีแรก 14,235 ล้านบาท ลดลง 9% และกำไร 1,869 ล้านบาท ลดลง 8% แม้ยังมีกำไรระดับสูง แต่รายได้ที่ลดลงสะท้อนแรงกดดันจากยอดขายโครงการ โดยเฉพาะโครงการแนวราบที่ชะลอลง

ส่วน LH มีรายได้ 9,701 ล้านบาท ลดลง 20% และกำไร 1,220 ล้านบาท ลดลงแรงถึง 45%

ตัวเลขของ LH บอกภาพค่อนข้างชัดว่า ตลาดบ้านแนวราบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้กำลังซื้อสูง ยังเผชิญแรงกดดันมาก ขณะที่แม้ LH จะมีรายได้ค่าเช่าและบริการช่วยพยุง แต่ก็ยังไม่พอชดเชยการลดลงของรายได้จากการขายบ้าน

ประเด็นสำคัญคือ บริษัทที่เคยแข็งแรงในตลาดแนวราบเริ่มเจอแรงกดดันมากขึ้น เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ต้องใช้วงเงินกู้สูง และในภาวะที่ธนาคารยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ การปิดการขายและการโอนจริงจึงยากขึ้น

PSH กำไรฟื้นแรง เพราะคอนโดและโรงพยาบาลช่วยพยุง
Pruksa Holding มีรายได้ครึ่งปีแรก 7,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% แต่กำไรเพิ่มขึ้นแรงเป็น 197 ล้านบาท จาก 90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 120%

ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะ PSH ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอสังหาฯ แต่ยังมีธุรกิจเฮลท์แคร์เข้ามาช่วยพยุงรายได้ โดยรายได้จากโรงพยาบาลยังเติบโตต่อเนื่อง

ในฝั่งอสังหาฯ บริษัทได้แรงหนุนจากการโอนคอนโดและฐานที่ต่ำในปีก่อน แต่ในด้านมาร์จิ้นยังต้องติดตาม เพราะบริษัทเองก็ระบุถึงการแข่งขันด้านราคาและการใช้โปรโมชันในตลาดอสังหาฯ

ดังนั้น PSH เป็นตัวอย่างของบริษัทที่กำลังพยายามลดการพึ่งพาอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว และใช้ธุรกิจสุขภาพเป็นอีกขาหนึ่งในการสร้างเสถียรภาพรายได้

LPN รายได้โต แต่พลิกขาดทุน: ตัวอย่างของ “โตแต่เหนื่อย”
อีกบริษัทที่ตัวเลขน่าคิดคือ LPN
รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% แต่ผลประกอบการกลับเป็นขาดทุน 21 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไร 33 ล้านบาท

นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า รายได้โตไม่ได้แปลว่ากำไรจะดีขึ้นเสมอไป

LPN มีรายได้จากการโอนโครงการพร้อมอยู่และธุรกิจบริการที่เติบโต แต่กำไรถูกกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้สุดท้ายรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังไม่พอพยุงกำไรสุทธิ

ประเด็นนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมว่า หลายบริษัทอาจต้องเร่งขายหรือใช้โปรโมชันเพื่อระบายสต็อก ซึ่งช่วยดันรายได้ แต่กดดันกำไรต่อหน่วย

Singha Estate: รายได้ลด แต่ธุรกิจประจำยังเป็นฐานสำคัญ
Singha Estate มีรายได้ครึ่งปีแรก 6,153 ล้านบาท ลดลง 10% และมีกำไรสุทธิรวม 26 ล้านบาท ลดลง 13%

แต่ถ้ามองลึกลงไป Singha Estate ไม่ใช่บริษัทที่พึ่งยอดขายบ้านเป็นหลัก เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า

ปัญหาสำคัญในครึ่งปีแรกคือ รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดลดลงมาก ขณะที่ธุรกิจโรงแรมถูกกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการเดินทางระหว่างประเทศที่ชะลอลงบางตลาด

อย่างไรก็ตาม รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรืออาคารสำนักงานยังเติบโต จากการทยอยส่งมอบพื้นที่เช่าให้ลูกค้า ทำให้ธุรกิจประจำยังเป็นฐานสำคัญของบริษัท

FPT และ QH: รายได้ไม่ใช่ภาพเดียวที่ต้องดู
FPT ตามตัวเลขที่รวบรวม มีรายได้ 5,845 ล้านบาท ลดลง 18% แต่กำไรอยู่ที่ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% ตรงนี้ต้องระวังเรื่องงวดบัญชีและโครงสร้างรายได้ เพราะ FPT มีปีบัญชีไม่ตรงกับหลายบริษัท และมีธุรกิจทั้งที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม คลังสินค้า และอสังหาฯ เพื่อเช่า

สิ่งที่น่าสนใจในภาพใหญ่ของ FPT คือ ธุรกิจโรงงานและคลังสินค้ายังได้รับแรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนต่างชาติ และความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นธีมที่ต่างจากตลาดที่อยู่อาศัยทั่วไป

ส่วน QH มีรายได้ 3,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และกำไร 921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนว่าบริษัทที่มีสินทรัพย์ลงทุน รายได้ประจำ หรือเงินลงทุนในบริษัทร่วม อาจมีปัจจัยช่วยพยุงกำไรได้มากกว่าบริษัทที่พึ่งการขายโครงการเพียงอย่างเดียว

PROUD รายได้ลด แต่ยังมีกำไร
PROUD มีรายได้ครึ่งปีแรกประมาณ 2,995 ล้านบาท ลดลง 21% และมีกำไร 90 ล้านบาท ลดลง 44%

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าบริษัทขนาดกลางที่พึ่งรอบการโอนของโครงการเป็นหลัก มักมีผลประกอบการผันผวนตามจังหวะการโอน หากไม่มีโครงการใหม่เข้ามารับรู้รายได้มากพอ รายได้และกำไรจะลดลงค่อนข้างชัด

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทยังมีกำไรอยู่ แปลว่ายังสามารถประคองผลดำเนินงานได้ เพียงแต่การเติบโตระยะถัดไปต้องดู Backlog และกำหนดโอนโครงการใหม่เป็นหลัก

ภาพรวมที่ตัวเลขครึ่งปีแรกกำลังบอก
ถ้าดึงประเด็นร่วมจากทั้งกลุ่ม จะเห็น 5 เรื่องใหญ่

1. คอนโดพร้อมโอนกลับมาเป็นตัวช่วย
หลายบริษัทที่รายได้โต เช่น SC, PSH, LPN และ AssetWise ได้แรงหนุนจากการโอนคอนโดหรือโครงการใหม่ที่เริ่มรับรู้รายได้

2. แนวราบเริ่มถูกกดดัน
บริษัทที่พึ่งบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมมาก เช่น LH และบางส่วนของ Sansiri เจอแรงกดดันจากกำลังซื้อและสินเชื่อ

3. กำไรโตไม่เท่ารายได้
บางบริษัทมีรายได้โต แต่กำไรไม่โต หรือพลิกขาดทุน เพราะมาร์จิ้นลดลงและต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

4. รายได้ประจำสำคัญขึ้น
ค่าเช่า โรงแรม บริการ เฮลท์แคร์ คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน กลายเป็นตัวช่วยสำคัญของหลายบริษัท เช่น LH, PSH, Singha Estate, FPT, SC และ LPN

5. บริษัทที่คุมต้นทุนการเงินได้จะได้เปรียบ
ในช่วงที่สินเชื่อยังเข้มงวดและตลาดขายบ้านยังช้า บริษัทที่ลดภาระดอกเบี้ยหรือบริหารหนี้ได้ดี จะมีโอกาสรักษากำไรได้ดีกว่า

ครึ่งปีแรกบอกว่าอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นทั่วถึง แต่เริ่มเห็นผู้ชนะเป็นรายกลุ่ม
สรุปได้ว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกของกลุ่มอสังหาฯ ไม่ได้สะท้อนภาพตลาดที่ฟื้นแรงทั้งอุตสาหกรรม แต่สะท้อนว่า ตลาดกำลังแยกเป็นรายบริษัทและรายเซกเมนต์ชัดขึ้น

บริษัทที่มีคอนโดพร้อมโอน มี Backlog รองรับ มีรายได้ประจำ หรือมีต้นทุนการเงินลดลง จะเห็นตัวเลขที่ดีกว่า
ส่วนบริษัทที่พึ่งยอดขายแนวราบหรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องใช้สินเชื่อสูง ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและธนาคารที่ปล่อยกู้อย่างระมัดระวัง

ดังนั้น งบครึ่งปีแรกของกลุ่มอสังหาฯ รอบนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าใครรายได้โตหรือกำไรลด แต่กำลังบอกว่า
ธุรกิจอสังหาฯ กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องบริหารพร้อมกันทั้งยอดขาย ยอดโอน มาร์จิ้น หนี้ และกระแสเงินสด

และในภาวะแบบนี้ “ขนาดบริษัท” อย่างเดียวอาจไม่พอ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ใครมีสินค้าโอนได้จริง ใครมีลูกค้าผ่านสินเชื่อได้จริง ใครมีรายได้ประจำช่วยพยุง และใครคุมต้นทุนการเงินได้ดีกว่า


Disclaimer: ข้อมูลผลประกอบการอ้างอิงจาก www.set.or.th
โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

Proud Real Estate