
ทำไมถึงต้องมีอสังหาฯ รูปแบบใหม่?
โมเดลอสังหาใหม่นี้เกิดขึ้นจาก Pain Point ของนักธุรกิจที่รักความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ต้องการซื้อบ้านที่นึง แต่ต้องเดินทางไปทำงานอีกที่นึง แถมมีบ้านให้เช่าอีกที่นึง ก็อยากให้อาคารเดียวตอบโจทย์ทั้งหมด นึกภาพว่าแค่กดลิฟต์ก็ลงมาชั้นล่างก็เริ่มทำงานได้แบบไม่ต้องฝ่ารถติดบนท้องถนน ซึ่งอสังหาฯ แบบเดิมๆก็ยังรองรับการทำธุรกิจหลายอย่างไม่ได้
ทาง BRITANIA จึงมีไอเดียว่า…ถ้ารวมทุกฟังก์ชันที่ต้องการไว้ในอาคารเดียวกันได้ก็น่าจะตอบโจทย์ ทั้งหน้าร้าน-ออฟฟิศ-บ้าน-พื้นที่ให้เช่า-พื้นที่รองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
ทาง BRITANIA ตั้งชื่อโครงการว่า “The Brilliant” ที่มาจากคำว่า billionaire (ความร่ำรวย) และ Brilliant (ความฉลาด) ซึ่งมาจาก Target Group ของโครงการ คือ กลุ่ม Entreprenuer หรือ SME ที่กำลังมองหาพื้นที่สร้างอาคารธุรกิจของตนเอง ที่มีที่อยู่อาศัยรวมอยู่ในอาคารเดียวกัน บนโลเคชั่นที่มีคนผ่านไปมาอย่างคึกคักเหมือน Community Mall เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่อยากซื้อบ้านที่นึง ซื้อ/เช่าออฟฟิศอีกที่นึง
และเป็นกลุ่มที่ชอบเป็นเจ้าของมากกว่าเช่า มองว่าการซื้อที่ดิน การสร้างอาคาร นั้นดีกว่าการเสียเงินค่าเช่าไปเปล่าๆ อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากมูลค่าของที่ดินที่เติบโตขึ้นในอนาคต
แต่ๆๆ อย่าเพิ่งนึกว่าเหมือน Home Office ทั่วไป เพราะความเจ๋งของที่นี่คือ ไม่ใช่โครงการจัดสรร มีอิสระมากกว่าโครงการแบบเดิมๆ จึงช่วยส่งเสริมธุรกิจได้มากขึ้นเยอะเลยค่ะ เราสรุปมาให้เป็น 5 ข้อหลัก ตามเราไปดูกันทีละประเด็นนะคะ
1. อิสระในการออกแบบฟังก์ชัน (Function)
ถ้าเป็น Home Office แบบทั่วไปก็จะสร้างอาคารขึ้นมาให้เสร็จเลย เราแค่ไปเลือกว่าอยากได้หลังไหน แต่ The Brilliant เค้าขายเป็นแปลงที่ดินเปล่า พร้อมถนนส่วนกลางและระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ โดยแต่ละโครงการจะมีเพียง 8 แปลงเท่านั้น จึงมีอิสระมากกว่าเพราะไม่ถูกบังคับด้วยกฎหมายจัดสรร และกฎของหมู่บ้าน
ผู้ซื้อจึงมีอิสระในการออกแบบอาคารที่เหมาะกับธุรกิจและพื้นที่พักอาศัยที่เหมาะกับสมาชิกในครอบครัวตามที่ต้องการ เพราะธุรกิจแต่ละประเภท เช่น คลินิกหมอ, ร้านกาแฟ, Fine Dining ต้องการพื้นที่แตกต่างกัน
และยังออกแบบให้รองรับธุรกิจที่ผสมผสานกันได้ เช่น ชั้นล่างเป็นโชว์รูม ชั้น 2 เป็นออฟฟิศ และชั้น 3 เป็นที่พักอาศัย หรือแม้แต่เปิดร้านอาหารบนดาดฟ้า จึงสามารถออกแบบเองว่าจะสูงกี่ชั้น ฟังก์ชันอะไรบ้าง ตามเงินทุนของตัวเอง และตามข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคาร เช่น FAR, OSR ค่ะ
นอกจากนี้แต่ละแปลงมีขนาดที่ดินประมาณ 200 ตร.ว. ขึ้นไปจึงสามารถจัดสรรที่จอดรถได้อย่างเต็มที่แต่ละแปลงได้เป็น 10 คันแน่นอน ซึ่งมากกว่า Home Office ที่มีขายทั่วไป
2. อิสระในการออกแบบหน้าตาอาคาร (Aesthetics)
ฉีกกฎของหมู่บ้านจัดสรรเดิมที่บ้านต้องเหมือนกันทุกหลัง โดยทางโครงการไม่กำกับหน้าตาอาคารและยังส่งเสริมให้ลูกค้าใช้หน้าตาอาคารในการสร้างภาพจำของแบรนด์ ออกแบบอาคารให้โดดเด่นแปลกใหม่ได้ เพื่อส่งสินค้าและบริการได้ตามอิสระ
3. อิสระในการทำหลายธุรกิจในที่ดิน 1 แปลง (Mall in Mall)
ไม่จำกัดที่จะมีมากกว่า 1 ธุรกิจใน 1 แปลงที่ดิน รวมถึงสามารถสร้างมากกว่า 1 อาคารก็ได้ โดยโครงการสนับสนุนให้เกิดแนวคิด “Mall in Mall” ลูกค้าสามารถซื้อไป 1 แปลง แล้วแบ่งพื้นที่ชั้นต่างๆ ให้เพื่อนเช่า หรือทำธุรกิจหลายตัวในอาคารเดียวเพื่อเพิ่มรายได้ และหาคนร่วมแชร์ค่าใช้จ่าย
4. อิสระในการแบ่งแปลง (Subdivision)
ผู้ซื้อสามารถแบ่งแปลงที่ดินให้กับลูกหลานได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากหมู่บ้านจัดสรรทั่วไปที่ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย
5. อิสระในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
สามารถขออนุญาตทำธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ เช่น โรงแรม, คอนโด หรือแม้แต่การสร้างอาคารสูงเพื่อแบ่งเป็นชั้นๆให้สมาชิกในตระกูล (แบ่งโฉนดแต่ละชั้นเป็น อช.) ก็ทำได้
1. ข้อได้เปรียบทางการเงิน (Housing Loan) นี่คือจุดขายที่สำคัญที่สุด คือการทำอาคารธุรกิจโดยได้รับสินเชื่อแบบ Housing Loan (สินเชื่อที่อยู่อาศัย) ดอกเบี้ยถูก และระยะเวลาการได้ผ่อนยาวกว่า Business Loan จึงเหมือนเราได้ดอกเบี้ย Rate กู้บ้านมาซื้อที่ดินและสร้างอาคารทำธุรกิจ
ซึ่งธนาคารที่เป็นพันธมิตรกับโครงการทั้ง 3 แห่ง (KBank, SCB, BBL) ได้ตกลงที่จะให้สินเชื่อในรูปแบบ Housing Loan สำหรับโครงการ Limited Edition นี้
ในอนาคตเมื่อเจ้าของสินทรัพย์ผ่อนชำระด้วย Housing Loan มาเรื่อยๆ จะทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างหนี้คงเหลือและยอดกู้ตั้งต้น ซึ่งสามารถขอกู้เพิ่มเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจได้ในภายหลัง
2. การสร้างชุมชนนักธุรกิจ (Community of Business Partner)
โครงการจะสร้างสมาคมของนักธุรกิจทั้ง 8 คน เพื่อต่อยอด Connections ช่วยกันเรียกลูกค้าและแนะนำลูกค้าให้กัน ช่วยหา Supplier ให้กัน เพราะเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ก็จะเกิด Environment ที่ดีในโครงการ เกิดความคึกคักของร้านค้าในโครงการ บรรยากาศที่ดี ร้านรวงที่เปิดกันหนาแน่นก็จะเรียกลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ
3. โครงการเลือกโลเคชั่นที่มีความหนาแน่นและกำลังซื้อในพื้นที่สูง (Density & Spending)
ทำเลที่เลือกมีความหนาแน่นของประชากรสูงและมีกำลังซื้อสูง ทำให้ธุรกิจสามารถค้าขายกับคนในพื้นที่ได้ โดยเน้นการขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวผู้มีฐานะ โดย The Brilliant จะเปิดตัวใน 3 โลเคชั่นดังนี้

ทำเลกรุงเทพกรีฑา ถือเป็นเพชรยอดมงกุฎของ The Brilliant เลยค่ะ บ้านในย่านนี้มีราคาสูงมากและมีกำลังซื้อมหาศาล ซึ่งโครงการได้ที่ดินแปลงสวยติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่เลย
ทำเลนี้ถือว่าเป็น New CBD Residential Zone ของกรุงเทพฯ รายล้อมด้วยโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนอย่างบ้านราคามากกว่า 40 ล้านนั้น เรียกว่าเห็นได้ทั่วไปในโซนนี้เลยค่ะ ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็น High-income ทั้งเจ้าของกิจการ, ผู้บริหาร, Expats, Young Successors
ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากที่ตั้งโครงการก็มีจำนวนประชากรรวมประมาณ 120,000 – 150,000 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 100,000 – 200,000 บาทขึ้นไป/เดือน จึงมีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำใกล้ๆ เกือบ 10 แห่ง
ราคาแปลงที่ดินเริ่มต้น 99 ล้านบาท (ขนาดแปลงเล็กสุด 200 ตารางวา ใหญ่สุดประมาณ 1 ไร่กว่า)

ทำเลนอร์ท ราชพฤกษ์ (North Ratchaphruek) เป็นทำเลรองลงมา ตั้งอยู่ใกล้ Robinson Lifestyle ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของธนาคารและห้างร้านมากมาย
ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากที่ตั้งโครงการ มีจำนวนประชากรรวมประมาณ 150,000 – 200,000 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวของคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ที่มีรายได้กลาง-สูง มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 70,000 – 120,000 บาท/เดือน เราจึงเห็นหมู่บ้านจัดสรรระดับกลาง-บนในโซนนี้ และจะเห็นว่าในรัศมี 10 กิโลเมตรก็เต็มไปด้วยโรงเรียนนานาชาติด้วยเช่นกัน
Community Mall ในย่านนี้ก็มี Foot Traffic สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น อย่าง Robinson Lifestyle ราชพฤกษ์ แห่งเดียวก็มียอดคนเดิน 12,000 – 18,000 คน/วันแล้วค่ะ
ราคาแปลงที่ดินเริ่มต้นประมาณ 50 ล้านบาท


ทำเลรามคำแหง ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเตรียมน้อม ประมาณ 130 เมตร เป็นทำเลที่กลุ่มลูกค้ามี Segment กว้าง เนื่องจากมีรถไฟฟ้าสายสีส้มที่จะพาเข้าสู่ใจกลางเมือง มีชุมชนดั้งเดิมและหมู่บ้านขนาดใหญ่เก่าแก่ ที่นี่จะมีราคาที่หยิบจับง่ายกว่าโลเคชั่นอื่น
ในรัศมี 3 กิโลเมตรรอบสถานีมีจำนวนประชากรประมาณ 120,000 – 160,000 คน (รวมหมู่บ้าน, คอนโด, แฟลต, หอพัก, อพาร์ตเมนต์) รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนกลุ่มกลางและกลางบน 45,000 – 85,000 บาท/เดือน แม้ว่าจะมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่าทำเลอื่น แต่ถือว่ามีจำนวนประชากรเยอะ และมีโอกาสโตอีกเมื่อรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้ใช้บริการค่ะ
ราคาแปลงที่ดินเริ่มต้นประมาณ n/a ล้านบาท >> สอบถามโดยตรงกับทางโครงการอีกครั้ง
4. Community Service
ค่าส่วนกลางถูกกว่าหมู่บ้านจัดสรร เพราะส่วนกลางของโครงการมีเพียงถนน ซุ้มประตู ไม่ได้มี Clubhouse ทำให้การดูแลง่ายขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง โดยทาง BRITANIA จะมีบริษัทนิติบุคคลในเครืออย่าง Primo Service Solution เข้ามาช่วยดูแล
5. Design and Construction Services
ทางโครงการอนุญาตให้ผู้ซื้อมีอิสระอย่างเต็มที่ในการออกแบบ คัดเลือกสถาปนิกและผู้รับเหมา แต่หากต้องการตัวช่วยในการออกแบบและก่อสร้าง ทางโครงการก็เตรียม 3 บริษัทใหญ่ที่เป็นพันธมิตรไว้ให้ทั้ง LANDY GRAND, W HOUSE และ SEACON จะเลือกตามแบบที่มีอยู่แล้วกว่า 300 แบบก็ได้ หรือจะออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่างผลงานการออกแบบก่อสร้างโดย LANDY GRAND
ตัวอย่างผลงานการออกแบบก่อสร้างโดย W HOUSE
ตัวอย่างผลงานการออกแบบก่อสร้างโดย SEACON
โดยสรุปโครงการ The Brilliant ถูกนำเสนอเป็นโอกาสในการลงทุนครั้งเดียวสำหรับนักธุรกิจที่ต้องการเป็น “เสือนอนกิน” (เจ้าของที่) ที่สามารถทำธุรกิจหลายอย่างรวมถึงบ้านพักอาศัยในอาคารเดียว และควบคุมต้นทุนผ่านการใช้ Housing Loan
ในความคิดเห็นส่วนตัวของเรา โครงการนี้มีองค์ประกอบที่ดีที่จะส่งเสริมให้ประสบความเร็จได้ทั้งโลเคชั่น และความอิสระของโครงการในการใช้ประโยชน์ แต่คงต้องขึ้นอยู่กับบรรยากาศความคึกคักโดยรวมของโครงการด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงการส่งเสริมกันของประเภทธุรกิจและ ความสามารถในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ลงทะเบียนติดต่อโครงการ ที่นี่ >> https://britania.co.th/thebrilliant/
โทร. 1509

